นมัสเต....เนปาล (11)

posted on 05 Jun 2009 06:23 by noopau in travel





พอออกจากปักตาปูร์แล้ว  เราก็ขึ้นรถตู้เพื่อที่จะไปที่ยอดเขานากากอต  ทางขึ้นเขาทั้งแคบ ชันและมีโค้งมากมาย  แต่คนขับรถตู้เราชำนาญทางมากมาย  ขับแบบให้พวกเรามีลุ้นตลอดเวลา  ระหว่างทางสวนกับพวกรถประจำทาง  เห็นคนเนปาลนั่งห้อยโหนบนหลังคากันแล้วอึ้ง  ไม่หวาดไม่เสียวกันบ้างเลยหรอ  วิวระหว่างทางสวยดี  สวยมาก ๆ แต่เราไม่สามารถใช้กล้องถ่ายรูปแบบที่สวย ๆ เหมือนที่เราเห็นได้  อาจะเป็นเพราะรถวิ่ง  เราใช้กล้องไม่เก่ง  และที่สำคัญ  รู้สึกเหมือนตัวเองเมารถ  เราต้องนั่งหลับตาไปเกือบตลอดทาง  แต่ก็ต้องลืมตามาเป็นระยะ ๆ พร้อมกับเสียงร้องอึ๊ยยย  แบบหวาดเสียวเวลารถเบรค  หรือหรี่ตามาเห็นเหวข้างทาง





รีสอร์ทที่เราไปพักอยู่บนยอดเขา  เป็นรีสอร์ทที่สูงที่สุดแล้ว  จะเห็นวิวเยอะมาก ๆ อากาศดีมาก ๆ บรรยากาศดีจริง ๆคุ้ม กับการที่นั่งรถมาแบบหวาดเสียว  แต่เสียดายที่เย็นนั้นฝนตกพวกเราอดเห็นเทือกเขาหิมาลัยเลย  เนื่องจากท้องฟ้าปิดไม่ได้เห็นยอดเอสเวอร์เรส เห็นก็เห็นลาง ๆ ไม่สามารถถ่ายภาพมาบรรยายได้ว่ามันคืออะไร ไกด์บอกเราว่า พรุ่งนี้ฟ้าจะใส คงประมาณฟ้าหลังฝนแหล่ะ เราก็หวังกันแบบนั้นคืนนั้นพวกเรากินข้าวที่รีสอร์ท (ไม่มีปัญญาไปหากินที่อื่นเหมือนกัน)

 






เอนทรีนี้แถมรูปคนเยอะหน่อยนะคะ  เพราะถ่ายวิวมาไม่ได้เรื่องเลย เหอ เหอ เหอ ทน ๆ ดูกันไปละกัน  หมดมุกแล้วจริง ๆ





และแล้วพอพวกเราตื่นเช้าขึ้นมา  ฟ้าก็ไม่ใสอย่างที่คิด มองไม่เห็นอะไรอีกตามเคย  เห็นไกล ๆ จุดขาว ๆ แค่นั้นเองเรา  ก็ถ่ายรูปมาบ้างแต่ไม่สวย เหอ เหอ เหอ มองไม่ออกเลยว่านี่คือพระอาทิตย์ที่เนปาล  เทือกเขาสลับซับซ้อนก็ไม่เห็น เลยเก็บไว้ในความทรงจำดีกว่า  กินข้าวเช้ากันเสร็จก็ลงมาจากนากากอต เพื่อที่จะต้องเตรียมตัวกลับประเทศไทย






ขากลับเรากับลุงเดินเล่นลงมาถ่ายรูปเล่นไประหว่างทาง  อีกสามคนมัวแต่เก็บของ ทำโน่นทำนี่กันไป  สักพักรถตู้ก็ตามมารับเราสองคนกลับไป  ขากลับนี่พวกเราให้ไกด์พาแวะตลอดทางเพื่อถ่ายรูป  เพราะเมื่อวานตอนขาขึ้นไปไม่ได้แวะ  อาจเพราะว่ารีบขึ้นก่อนมืดหรือเพราะอะไรไม่รู้  ขาลงเราไม่เวียนหัวเท่าไหร่  ก็ลั๊ลลากับเพื่อน ๆ ได้  แต่เราได้รูปน้อยเพราะพี่วีมันเอากล้องตัวใหญ่เราไป  แต่มันไม่ค่อยถ่าย  เราใช้โซนี่ถ่ายเป็นคอมแพค  ก็ไม่ค่อยถนัดเท่าที่ควร (จริง ๆ ใช้อะไรก็ไม่ถนัด)





เอนทรีนี้แถมรูปคนเยอะหน่อยนะคะ เหอ เหอ เหอ หมดมุกแล้วจริง ๆ


เราชอบบรรยากาศตอนลงเขานากากอตมากกว่าที่อื่น  อากาศกำลังดี วิวสวย พอลงมาจากนากากอตไม่มีอะไรทำ  ไปส่งพี่วีกับพี่นุ่นเข้าโรงแรม  สองคนนี้อยู่เที่ยวต่ออีกสองวัน  พวกเรากลับก่อน ระหว่างรอไปขึ้นเครื่องก็ไปนั่งร้านกาแฟไฮโซอีกเหมือนเดิม  เพื่อต่อไวไฟเล่นเนท  เพื่อน ๆ ทางเมืองไทยมีเรื่องนิดหน่อย  เราก็แก้ปัญหากันไป ตลกดี 

 




เรากินสตอเบอร์รี่สมู๊ตตี้ไปสองแก้ว  อร่อยมาก ๆ ชอบ ๆ ๆแต่เรากับลุงลืมกินข้าวกลางวันกัน  พี่นุ่นกับพี่ยิ้มไปเดินช๊อปปิ้งต่อ เนปาลไม่ใช่แนวเรา เราเลยไม่ไปช๊อปเพราะไม่รู้จะช๊อปอะไร พอถึงเวลาก็เดินมาที่บ.ทัีวร์เพื่อที่จะไปสนามบิน ไปถึงสนามบินก็เห็นความโหดร้ายของเจ้าหน้าที่สนามบินกาฐมันฑุ  เหอ เหอ เหอ  นอกจากแสกนกระเป๋าแล้วยังไม่เป็นที่พอใจ  พวกเราต้องไปยืนกางแขนกางขาให้เค้าลูบทั้งตัวอีกตะหาก  หยึย ๆ ๆ เท่านันยังไม่พอ  กระเป๋าที่ผ่านการแสกน  ยังต้องไปรื้อ ๆ ให้เจ้าหน้าที่ดูอีก  ขี้เกียจเก็บเป็นบ้าเลย

 


ระหว่างนั่งรอเครื่องบินก็หิววววววววมาก  เพราะไม่ได้กินข้าวกลางวันกัน  ไฟล์ทที่่บินกลับก็เป็นไฟล์ทเย็นอีกต่างหาก  ทรมานมาก ๆ  พอได้ขึ้นเครื่องก็ภาวนาให้เสริฟอาหารไว ๆ พอได้กินก็ชื่นใจหน่อย  การบินไทยยังบริการดีเหมือนเดิม  ค่อยคุ้มกับค่าตั๋วหน่อย  จริง ๆ แล้วถ้ามีโลวคอสเราก็คงไปโลวคอสแหล่ะ เหอ เหอ เหอ แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยนั่งโลวคอสไปไหนไกล ๆ มากสักที  เต็มที่ก็สองชั่วโมง


ระหว่างทางบินกลับ  กัปตันก็ชวนดูเทือกเขาหิมาลัย  แต่พอดีที่เรานั่งมันอยู่ฝั่งขวา  เทือกเขาอยู่ฝั่งซ้าย  เราขี้้เกียจเดินไปขอเค้าถ่ายรูป  ชวนลุงไปถ่ายรูปลุงไม่ไป เราเลยเดินไปดูคนเดียว  แต่ไม่ได้ไปขอเค้าดูตรงหน้าต่างหรอกนะคะ  ยืนมองก็ เห็น  รู้สึกว่าสวยมาก ๆ  สวยจริง ๆ นะ  เก็บไว้ในความทรงจำแล้ว  ไม่ได้เก็บไว้ในเมมโมรี่กล้อง    ตอนแรกเราบอกกับลุงกับพี่วีว่า  อีกสองปีมาเทรกกิ้งกันเนาะ เหอ เหอ เหอ แต่ลุงได้ทำนายไว้ว่า  มันจะไหวหรอ  ถ้ามีแรงก็อยากไปค่ะ  แต่ว่าทริปภูกระดึงกับสมาคมคน(โฉด)โสด  นี่จะมีชีวิตรอดหรือเปล่ายังไม่แน่ใจ  14-16 พ.ย. นี้นะคะ  ใครอยากไปก็เตรียมตัว  ไว้ใกล้ๆ  จะมาบอกอีกทีตอนนี้มีสมาชิกแค่ 6 คนเอง เพราะแต่ละคนมักจะบอกว่าใกล้ ๆ บอกอีกทีนึงทั้งนั้นเลย

กลับมาถึงเมืองไทยน้องโป้งขับรถมารอรับที่สุวรรณภูมิแล้ว  เลยแวะไปส่งลุงที่บางบัวทองด้วย  เพราะบ้านลุงไกล  ค่าแท๊กซี่ตั้งหลายร้อย  แต่แอบหงุดหงิดน้องชายนิดนึง  ยืมรถเราไปเชียงใหม่  แล้วทำคิ้วขอบประตู  เค้าเรียกอะไรหว่า  กันสาดมั้ง  หลุดหายไปสองข้าง  แง ๆ ๆ สองพันกว่า  ยังไม่ได้ซื้อติดใหม่เลย  ตอนแรกว่าจะไปเครมประกัน  ก็ไม่รู้ว่าเครมได้ป่ะ ยังขี้เกียจอยู่  ไว้มีเวลาว่างทะเลาะกะประกันจะไปเครม  เหอ เหอ เหอ เพราะตอนทำประกันถ่ายรูปรถเราไว้อ่ะมันมี 


จบแล้วทริปเนปาล  มีอีกหลายทริปเลยที่อยากเล่าให้ฟัง  สามสิบวันนี้สงสัยต้องขุดรูปไปเที่ยวมาเขียนใหม่ซะละ เหอ เหอ เหอ



 


รอดตายไปอีก 1 วัน  อย่าลืมรดน้ำต้นไม้กันนะคะ  โย่ว ๆ 

นมัสเต....เนปาล (10)

posted on 04 Jun 2009 00:59 by noopau in travel

 

 

 คำเตือน: รูปเยอะมาก ๆ โหลดโหด  ทน ๆ ห้ามบ่น  บ่นก็ไม่ได้ยิน  แต่ถ้าพิมพ์บ่นไว้มีแอบเคืองนะบอกก่อน

 

ตามที่สัญญากันไว้ (กับใครหว่า) ในตอนที่แล้วว่าจะเอารูปปักตาปูร์มาลงให้ดูเป็นรูปที่พวกเราเดินวนไปรอบ ๆ พวกเราเจอขบวนแห่งานปีใหม่เยอะ มาก ๆ หลายขบวนเลยทีเดียว  ขบวนแห่ก็จะร้องรำทำเพลงคล้าย ๆ กลองยาวบ้านเรา  ชาวเนปาลจะหาบของกินต่าง ๆ มาแล้วนำมากองรวมกันไว้  แต่เพื่ออะไรจำไม่ได้  เอาภาพมาลงเพื่อเล่าเรื่องดีกว่าเนาะ

 

 

 5 ชีวิตที่ร่วมทริปเนปาล

 

ขบวนแห่

รอบ ๆ ปักตาปูร์

บริเวณรอบ ๆ ปักตาปูร์ซึ่งเป็นเมืองเก่านี้  จะมีร้านอาหาร  และที่พักเยอะมาก ๆ เป็นโรงแรม  เป็นเกสต์เฮาส์น่านอนทีเดียว สำหรับคนที่ไม่กลัวที่จะนอน  ในสถานที่เก่า ๆ

 

 

ชาวบ้านที่นี่ก็จะมารอร่วมงานบุญกัน  แต่งตัวกันสีสันสุดยอดมาก ๆ มองไปทางไหนก็เจริญตาจริง ๆ  ชาวบ้านจะเอาอาหารที่เตรียมมาในขบวนแห่มาวางในที่ที่จัดไว้  เราเดาว่าน่าจะเป็นการเอามาเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่นั่นแหล่ะ

สีสันบรรยากาศรอบ ๆ บริเวณปักตาปูร์

ชาวบ้านบางคนโผล่หน้าต่างออกมาเพื่อดูขบวนแห่

ของที่มีขายบริเวณนั้น

ผู้หญิงคนนี้มาเต้นแล้วขอให้เราถ่ายรูปไว้

ระหว่างทางเดินออกมาเพื่อที่จะขึ้นไปนารากอต  เจอบั๊ฟโมโม่ ประมาณขนมจีบไส้เนื้อควาย แต่เราดูแล้วมันประมาณเกี๊ยวซ่าไส้เนื้อควายนะ  ร้อน ๆ อร่อยดี ที่เนปาลจะมีขายเยอะมาก  ราคาเท่าไหร่จำไม่ได้เพราะไม่ได้จ่ายเงินเอง  ใช้เงินกองกลางจ่ายออกมาจากปักตาปูร์ก็ขึ้นรถเพื่อที่จะไปยอดเขานากากอต  (โปรดติดตามต่อวันพรุ่งนี้)

 

 

นมัสเต....เนปาล (9)

posted on 03 Jun 2009 10:39 by noopau in travel


 

 



ห่างหายไปนานกับเนปาล  ไม่จบสักที  ผ่านมาเดือนกว่าแล้วจากการไปเที่ยว  ลุงลงจบไปละ  เราต้องรีบลงบ้าน(นี่ขนาดรีบแล้วนะ) เหอ เหอ เหอ ใครจำไม่ได้ว่าตอนที่ 8 เป็นยังไงย้อนไปอ่านได้นะคะ จิ้ม



เช้านี้เรากินอาหารเช้ากันที่โรงแรม  แล้วออกมาเดินตลาดแถว ๆ นั้นแทน  เดินไปเดินมาไม่มีอะไรมาก  พวกเราเลยตกลงกันว่าจะขึ้นรถเมล์ไปอีกตลาดนึงดีกว่า  เหมือนตลาดเทศบาลแถว ๆ บ้านเราอ่ะ  เป็นตลาดท้องถิ่น ไม่อยากขึ้นแท๊กซี่  สาเหตุมาจากว่า แพง แล้วพวกเราห้าคนคงไปเีบียดกันน่าดู  อีกอย่างนึงอยากทำให้ครบทุกอย่างที่เนปาล  เลยตกลงกันเดินไปโบกรถเมล์  


 


 ขึ้นรถเมล์กระเหรี่ยงไทยอย่างพวกเราก็โดนเจ้าถิ่นอย่างเนปาลโกงเงินค่ารถเมล์  แต่ไม่เป็นไร  คนไทยไม่ยอมโง่สองครั้งภายในวันเดียวกัน ขาไปกระเป๋ารถบอกว่าคนละ 20 รูปี

 




ของที่ขายก็เป็นของพื้นบ้าน  ผักสด อาหาร  แปลก ๆ ดี ตามถนนหนทางก็มีวัวเดินกันเป็นที่สนุกสนาน  ตามประสาที่วัวคือสัตว์ที่ใหญ่คับประเทศ  รถราต้องหลบ  คนต้องหลบ (เหมือนนักการเมืองบ้านเราเลยเนาะ)





 


พวกเราเดินไปเรื่อย ๆ พยายามหาเรื่องใช้เงินให้หมด  เดินวนไปวนมา ได้ผ้าพันคอมาสองผืน  เหอ เหอ เหอ คิดเป็นเงินไทยผืนละไม่กี่บาท  






 


เดินกันจนเหนื่อย  พอหมดแรงกับได้เวลาอันสมควร  ก็นั่งรถเมล์กลับโรงแรมเพื่อที่จะไปขึ้นเครื่องบินกลับไปกาฐมันฑุ  ขากลับเราได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนๆ  ให้เป็นคนจ่ายค่ารถเมล์  โดยจ่ายในราคาคนละ 10 รูปี  เพราะขาไปโดนเนปาลีหลอก  เหอ เหอ เหอ พอมาถึงโรงแรมเจอไกด์ก็นั่งรถตู้ไปสนามบิน  ซึ่งก็ย้อนไปทางเดียวกับตลาดที่เราเพิ่งไปเดินมาตะกี้  ไปนั่งรอเครื่องบินกันประมาณชั่วโมงนึง หิวก็หิว งัดมาม่ารสต้มยำกุ้งที่เราหนีบไปจากเมืองไทยออกมากินกันเปล่า ๆ สองห่อ  (มันเหลือแค่นั้นแล้ว)  กินดิบ ๆ ใส่ถุงบด ๆ ๆ แล้วก็โรยเครื่อง หยิบคนละหนุบคนละหนับกินกันห้าคน  พอประทังชีวิตไปได้หน่อย



 






สายการบินภายในประเทศเนปาล  ชื่อเยติแอร์ไลน์  อ่านชื่อแล้วนึกถึงนก  นกมันไซโคตั้งแต่ก่อนไปว่าถ้าแกปีนเขาระวังเป็นมนุษย์เยตินะ  กรี๊ดดดดมันเป็นไงฟระมนุษย์เยติ  อ่านไปอ่านมาก็คือมนุษย์หิมะนั่นเอง  แล้วเครื่องลำเล็กจิ๋วเดียวมันจะพาเราตกไปในหิมะกลายเป็นมนุษย์เยติมะ  หรือจะโดนมนุษย์เยติจับกินหรือเปล่าหว่า  555555








เครื่องบินก็นะกี่ที่นั่งจำไม่ได้แต่อีกฝั่งมีสองแถว  อีกฝั่งมีหนึ่งแถว  เครื่องเล็กจิ๋วเดียว  นั่งแล้วนึกถึงตอนไปอินโดเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว  สมัยเรียนป.ตรีที่ม.พายัพ  ปีสุดท้ายไปเที่ยวอินโด  นั่งเครื่องจากจ๊อกจากาตาร์  ไปบาหลี  ตอนนั้นคิดว่าตัวเองน่าจะตายคาเครื่องบิน เพราะสายการบินในประเทศอินโดตกบ่อย  ไปอินโดรอบหลังเริ่มหายกลัวแล้ว  เพราะเริ่มนั่งเครื่องเล็ก ๆ บ่อยละ


 

 





นั่งเครื่่องมาประมาณครึ่ังชั่วโมงก็ถึง  แต่ตอนขาไปนั่งรถเมล์ไป 7 ชั่วโมง  กรี๊ดดดดดดดตรูดด้าน  พอลงเครื่องก็เป็นอันต้องล่ำรากับไกด์คนนี้  เพื่อมาพบไกด์คนใหม่(แอบบอกจำชื่อไกด์ไม่ได้สักคน)  ไกด์พาไปเมืองปักตาปูร์ เมืองที่มีสถานที่เป็นมรดกโลก(ไปลอกลุงมา)   พอไปถึงก็กินข้าวกันก่อนในวัดที่ปักตาปูร์นั่นแหล่ะ  แล้วก็เดินเที่ยวในนั้น  ไปเจอกับขบวนแห่เยอะแยะมากมาย  คนเยอะมาก ๆ  เพราะเค้ามีงานบุญกัน  งานบุญปีใหม่  ชาวบ้านแต่งตัวคล้าย ๆ กันเอาอาหารมาทำบุญด้วย



ตอนแรกว่าจะอัพเนปาลแค่ 10 ตอนพอ  แต่พอมีโครงการปลูกต้นไม้มา ขอยืดเนปาลเป็น 10+ ละกันนะ เหมือนละครช่อง 7 ไงพอคนดูเริ่มติดก็ยืดออกไป  แต่ของเราไม่ได้มีคนติดหรอก  เพียงแต่ว่าเดี๋ยวไม่มีอะไรอัพ  วันนี้พอแค่นี้ดีกว่า  พรุ่งนี้จะเอารูปที่ปักตาปูร์มาลงให้ดู  ถ้าลงวันนี้มันจะโหลดเยอะค่ะ  ไว้ดูพรุ่งนี้อีกทีเนาะ เหอ เหอ เหอ (กลัวไม่มีอะไรอัพ)



 
ปล. ช่วงนี้อาจจะเห็นสาวหัวฟูบนหัวบล๊อกตลอดนะคะ  เพราะตอนนี้หัวฟูเหมือนสาวข้างบนเลย  เหอ เหอ เหอ ยังไม่ชอบและยังไม่ชินกับทรงผมตัวเองเท่าไหร่  เลยยังไม่อยากลงรูปปัจจุบัน  แต่เดี๋ยวถ้าอัพเกาะล้านจะต้องเอารูปตัวเองลงแล้ว  ฮืออออออออ สงสารคนอ่านบล๊อก  ส่วนสาวอะโลนข้างล่างนี้  มีคนว่าเหมือนเราก็เอาวะ  ลงตลอดแล้วกันช่วงนี้ เหอ เหอ เหอ ทน ๆ ดูกันหน่อยนะคะ  

 


เอารูปที่ลุงถ่ายให้มาลง  ไปขโมยมากจาก photo bucket ของลุง

 

 

 

 

 

 

 


 

 


นมัสเต...เนปาล (8)

posted on 09 May 2009 19:19 by noopau in travel

หลังจากที่ห่างหายจากเนปาลไปหลายวัน 

เนื่องจากลุงไม่อัพสักทีไม่รู้จะลอกใคร 

ก็เลยมานั่งรำลึกความหลังเอาเอง 

แล้วก็ลงมือถ่ายทอดเองดีกว่า

ใครไม่เคยอ่านเนปาล  ไปหาอ่านได้นะคะในนมัสเต...เนปาล 1 2 3 4 5 6 7

เราจะทำเป็นทศภาค เหอ เหอ เหอ ไม่ครบ 10 ไม่เลิกอัพ

หลังจากที่เราดูพระอาทิตย์(ดวงเดิม) ขึ้นเสร็จแล้ว

ก็เดินทางกลับมาที่พัก  เพื่อกินข้าวเช้า  ซึ่งเป็นบุฟเฟ่ต์โรงแรมที่สั่งไว้

หัวละเท่าไหร่จำไม่ได้แล้ว  เพราะใช้เงินกองกลางจ่าย

ซึ่งพี่นุ่นเป็นคนถือเงิน  เวลาเราไปเที่ยวไหนกันมักใช้วิธีนี้

เอาเงินมาใส่ไว้กองกลาง  ใช้กันจนหมดแล้วก็ใส่ใหม่

ทริปนี้หมดกองกลางไปประมาณคนละ 2500 รูปี (ถ้าจำไม่ผิดไว้ถามลุงอีกที)

ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็หารสองค่ะง่ายดี  สำหรับ 6 วัน ซึ่งก็ถือว่าไม่เยอะเลย

เพราะกินกันแบบสบาย ๆ ไม่ได้กระเบียดกระเสียนกิน (เขียนไงหว่า)

พวกเราก็อาบน้ำอาบท่า  เก็บของเพื่อออกเดินทางกลับโพคารา

 

ซึ่งก็เดินกลับอีกตามเคย  แต่ขากลับเดินกลับอีกทางนึง  

ซึ่งเป็นทางที่ขรุขระและชันกว่าทางขึ้น  ดีที่ไกด์พาขึ้นทางโน้น

แล้วลงทางนี้  เพราะถ้าพาขึ้นทางนี้คงแย่  

 

ทางเดินสวยดี  เดินผ่านหมู่บ้านเหมือนตอนมา  แต่วิวและอากาศดีกว่า

ระหว่างเดินไปไกด์ชี้ให้ดูก้อนสีขาว ๆ บนท้องฟ้าด้วย  ตอนแรกนึกว่าเมฆ

แต่ไม่ใช่มันกลายเป็นยอดเขา  เห็นลาง ๆ ไม่ซาบซึ้งเท่าไหร่

เราเลือกไปเนปาลผิดฤดูมั้งเพราะไปมีแต่หมอก  ฟ้าไม่ใสเลย

แต่ก็ถือว่าโอเคนะ  อากาศไม่ร้อนมากเกินไป ข้างทางก็มีของขาย

ชาวบ้านทอผ้าเอง  ของน่าจะราคาถูก  เราไม่ได้ถามราคา 

เพราะไม่ได้คิดจะซื้อ  ถามแล้วไม่ซื้อเดี๋ยวเค้าด่าเอา

พอเดินลงมาถึงก็เจอรถตู้มารออยู่แล้ว  ขากลับรถตู้ขับแป๊บเดียวก็ถึงโพคาราแล้ว

พอถึงพวกเราก็เข้าโรงแรมเหมือนเดิม  แล้วก็ออกมาหาอะไรกินกันตอนกลางวัน

ก็เป็นร้านสเต๊กร้านเดิม  นั่งรออาหารจนหลับคาโต๊ะอาหารตามเคย

คนเนปาลทำอาหารนานมากกกกกก

พวกเราคุยกันว่าถ้ามีเงินจะมาเปิดโรงน้ำแข็งที่เนปาล 

จะไปดัดแปลงเครื่องทำน้ำแข็งให้เป็นระบบใช้น้ำมัน ไม่ใช้ไฟฟ้า

ให้ลุงตู่ลงทุน  เหอ เหอ เหอ แล้วเรากับพี่นุ่นจะทำข้าวไข่เจียวขาย

แบบตามรถเข็นบ้านเราแหล่ะ  รับรองขายดี  เพราะพวกเราเน้นเร็ว

ใคร ๆ หิวก็ต้องมากินแน่นอน  ขายไม่ต้องแพงมาก 

ไว้ถ้าใครไปเที่ยวเนปาลจะฝากไปหาช่องทางการทำมาหากิน

ไกด์พาไปเที่ยวต่ออีก  ที่แรกที่พาไปเป็นวัดอะไรก็ไม่รู้  มีพิธีแต่งงานของคนเนปาลพอดี

เห็นเค้าทำพิธีกันแล้วสนุกดีเหมือนกันนะ  เค้ามีดนตรีแล้วก็เต้น ๆ กัน 

พอดีเราเอากล้องตัวเล็กไป  ไม่ได้หยิบตัวใหญ่ไปด้วย  เลยได้ภาพน้อย

แต่ได้ภาพเคลื่อนไหวมาด้วย  (โชคดีไป)



ออกจากตรงนี้ก็พาไปที่สะพานข้ามระหว่างเขา  เป็นสะพานที่ใช้สายสลิง

แล้วเป็นเหล็กเป็นทางเดินข้าม  ระหว่างทางตอนที่เรานั่งรถจากกาฐมันฑุมาโพคารา

จะเห็นสะพานแบบนี้เยอะมาก ๆ  ตอนแรก ๆ ไปแอบกลัวนิดนึงเพราะเห็นว่ามันสูง

แต่พอเดิน ๆ ไปด้วยความแข็งแรงของสะพาน  และความสูงแบบไม่มีมิติของมัน

ทำให้เราไม่รู้สึกลัวหรือหวาดเสียอีกต่อไป  (แอบเสียดายนิดนึงที่ไม่ได้หยิบ 40D ไป)

 

รูปวันนี้เราใช้ sony T700 ที่ซื้อมาใหม่ถ่าย 

ตอนแรกเรานึกว่ากินข้าวเสร็จแล้วจะย้อนเข้าโรงแรม

ก็เลยไม่ได้แบกกล้องออกมาด้วย  เสียด๊ายเสียดาย

แต่ไม่คิดจะไปถ่ายซ่อมแล้วค่ะ 55555

 

ออกจากสะพานก็แวะไปเที่ยวลำธารน้ำนม (อะไรก็ไม่รู้นึกเอาเอง)

ดูรูปละกันเนาะ  ข้อมูลที่ไม่ดีก็อย่าไปรับมันเลยถูก ๆ ผิด ๆ เสียรม

ลำธารนี้จะเป็นน้ำสีน้ำนม  ไหลมาจากภูเขา  น้ำจะมีไอเย็นระเหยขึ้นมา

เราเดาว่าน่าจะเป็นน้ำที่เป็นหิมะละลายแล้วไหลลงมา

ออกจากตรงนี้ก็ไปดูน้ำตก  ดูถ้ำ  เราเหนื่อยแล้ว  เดินมากไปหน่อย

เลยขี้เกียจถ่ายรูป  ไว้ไปขอลุงดูละกัน เหอ เหอ เหอ 

แต่ในถ้ำห้ามถ่ายรูปนะ  ไปเจอคนไทยนิสัยเลว ๆ ด้วย

เค้าห้ามถ่ายรูป  อีนี่ก็ถ่ายอยู่นั่นแหล่ะ หน้าด้านเปิดแฟลชด้วยนะ

เราเลยแกล้งพูดดัง ๆ ว่า "เสียดายเนาะเค้าไม่ให้ถ่ายรูป"

มันก็ยังถ่ายอีก  เราเลยพูดอีกว่า 

"อายจังเกิดมาชาติเดียวกับคนประเภทนี้" 

เลวโคตร  หน้าด้าน   รู้สึกอายจริง ๆ นะ ที่พูดภาษาเดียวกันกับคนที่ไม่มีวัฒนธรรม

เค้าห้ามขนาดนั้น  มันจะอยากไอ้ทำด๋อยไรฟระ รูปในถ้ำ  ถ่ายมาก็เห็นแต่หน้ามัน

ไม่เห็นอะไรหรอกข้างหลัง  แฟลชตบหน้าขาวโพลน  อิห่า กรี๊ดดดดดดดดลืมตัว

ตอนออกมาจากน้ำตก  เค้ามีให้โยนเหรียญอธิษฐาน ถ้าสมหวังมันจะค้างอยู่บนนั้น

เราก็อธิษฐานแล้วโยน  กรีีดดดดดดดดดดดค้างค่ะ เหอ เหอ เหอ

ค้างกันสองคนกับพี่นุ่น  อีกสามคนไม่ค้าง

แล้วไกด์พาไปเที่ยวหมู่บ้านอพยพของธิเบตต่อ  ที่นี่เค้าทอพรมกัน

ราคาแพงมากกกกกกกกกกกกกกก  แต่ก็สมราคาเค้านะ  เราเค้าไปดู

ทอยากมาก ๆ เลย  เค้าให้เราหัดทอด้วย  แต่ด้วยความที่เราไม่กินปลาตั้งแต่เด็ก

เลยทอไม่เป็น เหอ เหอ เหอ 

 

เที่ยวกันเสร็จไกด์ก็ไปส่งกลับโรงแรม เข้าไปนอนอีกตามเคยสักพักฝนตก 

เย็นฉ่ำดีเหมือนกัน พี่วีวิ่งตากฝนออกมาหาร้านอินเทอร์เนท 

เช็คเมล์ โทรศัพท์อะไรไปตามเรื่อง  ตื่นนอนก็เย็นย่ำ 

พวกเราก็ออกมาหาของกิน  ซึ่งก็เป็นร้านหน้าซอยนั่นแหล่ะ

มื้อเย็นนี่อร่อยดีเหมือนกัน  มีอาหารเซทเนปาล ไก่ย่าง(หรือทอดหว่า)

ไก่ผัดซึ่งออกมาคล้าย ๆ ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์บ้านเรา  แต่ไม่มีเม็ดมะม่วง

แล้วอะไรอีกก็ไม่รู้  จำไม่ได้ละ  กินกันอิ่มหมีพีมัน  สั่งข้าวเปล่ามาเติมอีก

แล้วเด็กเสิร์ฟที่ร้านก็บอกพวกเราว่า  อาหารเซทเนปาลเติมได้ตลอด

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดให้โง่ตั้งนาน เหอ เหอ เหอ มาฉลาดเอาวันท้าย ๆ แล้ว

เช้ารุ่งขึ้นพวกเรานัดกันว่าจะไปตลาดแถว ๆ นั้น ระหว่างรอไปขึ้นเครื่องกลับมากาฐมันฑุ

 


เอาคลิปทอพรมมาแถมท้าย

นมัสเต...เนปาล (7)

posted on 03 May 2009 15:15 by noopau in travel

คืนนั้นเราย้ายมานอนกับพี่นุ่น พี่ยิ้มแล้ว

เพราะเปลี่ยนโรงแรม  สองหนุ่มนอนด้วยกัน  ก็ดวดเบียร์กันเข้าไป

เพื่อชิงหลับก่อนกัน  เพราะพี่วีกรนดังมากกกก

เรานอนกับพี่วีมาหลายทริปแล้ว  รำคาญเสียงกรนมันมาก ๆ ๆ

ขนาดมันนั่งเครื่องบินมันยังอาจหาญกรน

เวลานั่งใกล้มันนะ  ไม่อยากให้คนข้าง ๆ รู้เลยว่ามาด้วยกัน หรือรู้จักกัน

บอกตรง ๆ ว่าอายยยยยย เหอ เหอ เหอ ต้องคอยสะกิดตลอด

 

เช้ารุ่งขึ้น  พวกเราเก็บของใส่กระเป๋าเล็ก

เอาไปเฉพาะของที่จำเป็นสำหรับการนอน 1 คืน กับ 1 วัน

เพื่อที่จะไปมินิเทรกกิ้งบนซาลังกอต

แต่เราไม่มีกระเป๋าเล็กมาเลยแยกของที่ไม่ได้ใช้ไปฝากไว้กับกระเป๋าพี่วีและลุง

เราเดินทางจากโพคาราไปซาลังกอตประมาณ 1 ชั่วโมง

พอถึงก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง  เริ่มเดินกันเลย

การเดินไปซาลังกอต  ต้องเดินผ่านหมู่บ้านของคนท้องถิ่น

เดินไปเรื่อย ๆ ทางไม่ชันมาก 

เราว่ามันเหมือนเดินทางไกลลูกเสือยังไงบอกไม่ถูก

เดินไม่เหนื่อยมาก  แต่ของหนักมาก  เพราะของกินที่เราเตรียมไปมันเยอะ

เดินไปแรก ๆ เราก็ดัดจริตใส่แมส(หน้ากากกันฝุ่น)

เดินไปสักพักรำคาญ  เลยเอาแมสมาผูกผมข้างนึง

อีกข้างนึงใช้ยางผูก  (แอ๊บเด็กไปง้านแหล่ะ)

ระหว่างทางเดินไปจะเจอเด็กเนปาลเยอะมาก  

เค้าจะเข้ามาทักทายเป็นภาษาอังกฤษ

ประมาณ hello, what your name? อะไรประมาณเนี้ย

เราสังเกตุว่าเด็ก ๆ ในเนปาลใช้ภาษาอังกฤษได้ดีทีเดียว

(เราน่าไปเกิดเนปาลเนาะโตมาจะได้ไม่โง่มาก)

เด็ก ๆ เนปาลวิ่งมาขอขนม  พอดีพี่วีมีลูกอมอยู่้บ้างเลยแจกเด็ก ๆ ไป

เด็ก ๆ ชอบถ่ายรูป  หลาย ๆ คนมักร้องขอให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปพวกเค้าไว้

เด็กบางคนก็ขอสตางค์  ทางเดินที่เนปาลปูด้วยหินจริง ๆ แต่เดินไม่ยาก

ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาซะส่วนมาก  บ้านเรือนส่วนใหญ่ก็สร้างอยู่ตามภูเขา

บางบ้านหน้าบ้านเป็นถนน หลังบ้านเป็นเหว 

บ้านบางหลังมีความกว้างแค่ประมาณเมตรครึ่งเท่านั้นเอง

พวกเราทั้ง 5 เดินกันไปพักระหว่างทางสองครั้ง  

ครั้งแรกพักเหนื่อยเฉย ๆ แล้วสวรรค์ก็มีตา  ไกด์มาช่วยเอาเป้เราไปถือให้

กรี๊ดดดดดดดดดดขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

การพักครั้งที่สองก็เป็นการพักกินน้ำ  เราสั่งสไปรท์มากิน

คนอื่น ๆ ก็กินเป๊ปซี่บ้าง ชานมร้อนบ้างตามอัทธยาศัย

น้ำอัดลมที่นี่ไม่ค่อยเย็นตามเคย  เพราะไฟฟ้าเปิดปิดเป็นเวลา

และไม่มีน้ำแข็ง  ใครที่ไปเนปาลไม่ต้องกลัวว่าตามสถานที่บนป่าบนเขา

ค่าอาหารหรือเครื่องดื่มจะแพงกว่าปกตินะคะ

คนเนปาลไม่เอาเปรียบเรื่องแบบนี้เลย  พวกเรายังงง ๆ กันว่าแล้วเค้าอยู่ได้ยังไง

แต่พอเดินไปได้สักพักก็ถึงบางอ้อ  ก็ไอ้ทางที่เราเดินอ่ะค่ะ มันเป็นถนนที่รถผ่านได้

การคมนาคมก็ไม่ได้ลำบากอะไร  เค้าไม่ได้ลำบากในการขนส่งสิ่งของขึ้นมาขาย

เค้าเลยขายราคาปกติได้ไงคะ

ตอนที่พวกเราเห็นรถประจำทางผ่าน  เราก็ขำ ๆ กันว่า คนเนปาลคงคิดว่า

ไอ้พวกต่างชาตินี่มันเป็นอะไรกันหรอ  ถึงต้องเดินเที่ยวกัน

รถประจำทางมีก็ไม่ขึ้น หาเรื่องลำบากกันจริง ๆ 

ระยะทางที่เราเดินประมาณ 12 กิโลเมตร  ไม่หนักเท่าไหร่  แต่เราก็บ่น

เหอ เหอ เหอ ทางเป็นทางเดินปกติ  ไม่ชัน แต่ขรุขระ

พวกเราใช้ระยะเวลาในการเดินกันประมาณ สองชั่วโมงครึ่งเท่านั้นก็ถึง

รูปนี้พุงหลามมาก เห็นแล้วก็ทำเป็นไม่เห็นกันนะคะ

พวกเราเป็นนักท่องเที่ยวชุดแรก ๆ ที่ไปถึงที่พัก

ที่พักเราพักกันที่ เชอร์ปา รีสอร์ตและด้วยความหิวกระหายของพวกเรา 5 คน

ไปถึงทุกคนก็มาพึ่งเสบียงของเรา  เพราะอาหารที่เนปาลจะทำนานนนนนนมาก

สรุป  ข้าวกระป๋อง มาม่า ลาบไก่ หมดไปในมื้อนั้น

เหลือน้ำพริกสวรรค์ไว้กินมื้อต่อไปนิดหน่อย ไปดูอาหารที่เราเตรียมไปได้ที่นี่

พร้อมด้วยอาหารที่สั่งจากที่รีสอร์ทมากินกัน

ระหว่างกินกันนั้น "ไอ้เยี่ยว" หรือ "ฉี่" คนสิงคโปร์ก็มาเนียนกินด้วยนิด ๆ หน่อย ๆ

คนไทยนิสัยดีค่ะ (เริ่มอิ่มแล้ว) เลยแบ่งให้ไอ้เยี่ยวกินไป

กินเสร็จพวกเราก็เข้าห้องนอน  สองสาวหลับไปก่อน

เรามัวแต่อ่านนิยาย  ซึ่งก็อ่านจนจบเล่มไปเลย  

ออกมาจากห้องตามหาสองหนุ่มไม่เจอ  พอเจอก็ได้ความว่า  ไปกินเบียร์กันสองคน

เราสามสาวก็ออกหาอะไรกินด้วยความหิว  ได้เลย์มากินสามห่อ

คิดเป็นเงินไทยแล้วพอ ๆ กับที่เมืองไทยเลย กินเลย์เข้าไปก็ยังไม่หายหิว

เลยตัดสินใจต้มมาม่ากินดีกว่า  เราลงไปขอน้ำร้อนในครัว

พ่อครัวแม่ครัวใจดียิ้มแย้มแจ่มใส  ถามเราว่าก๋วยเตี๋ยวเมืองไทยหรอ

เราก็อวดเลยว่าใช่  อร่อยด้วยนะ  แต่ไม่ให้ชิมหรอกเนาะ

อุส่าห์แบกไป  ต้มมาม่าไปสองห่อ  กินกันถ้วนหน้า 5 คน 

เพราะลุงกับพี่วีกลับมาพอดี  อ่อออลืมไปก่อนที่จะต้มมาม่า

เราสามสาวสั่งอาหารเย็นไว้แล้ว เ พราะกลัวทำนาน เหอ เหอ เหอ 

 พวกเรามาล้อมวงกินมาม่ากันข้างล่างตรงสนามหญ้า  ลุงได้เพื่อนใหม่ต่างวัย

เป็นเด็ก ๆ เล็ก ๆ สองคนเป็นพี่น้องกัน  เราจำชื่อไม่ได้แล้ว  ชื่อยาวมาก ๆ 

เราเลยแนะนำตัวเองด้วยชื่อจริงนามสกุลจริงกับเด็ก ๆ เพื่อให้เด็ก ๆ งงชื่อเรา

เหมือนที่เรางงชื่อเด็ก เหอ เหอ เหอ  (แอบบอกเราเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น)

ลุงกับเพื่อนต่างวัย พวกเราแซวว่าครอบครัวใหม่ของลุง (มีกล่องมาม่าที่กินกันหมดด้วย)

รูปหมู่รูปนี้ใช้ขาตั้งถ่าย (เพิ่งได้ใช้ประโยชน์หลังจากที่หอบหิ้วไป)

 

รูปนี้มีไอ้เยี่ยวมาร่วมแจม

ตอนนี้ลุงหนีไปส่งเพื่อนต่างวัยแล้ว

สักพักฝนตก  พวกเราก็ขึ้นไปนั่งรอกินข้าวบนห้องอาหาร 

มื้อนี้พวกเราเปิดแกงส้มกุ้งกินกัน  อร่อยดีนะ

พอกินข้าวเสร็จก็ไม่มีอะไรทำอีกแล้ว  เพราะว่าไฟก็ไม่ถึงเวลาเปิด

ก็เลยอาบน้ำนอนดีกว่า  เราไปอาบน้ำห้องชายหนุ่ม  เพราะสองคนไม่อาบน้ำ

ห้องน้ำผู้หญิงล๊อคไม่ได้  อาบไม่สนุก  ไปอาบน้ำห้องผู้ชายดีกว่า

อาบน้ำเสร็จก็นอน  เพราะไม่มีอะไรทำแล้ว  เช้าก็ต้องตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้น

(อีกตามเคย)  เราก็ยังขำเรื่องพระอาทิตย์อยู่นะ  ม๊านนนนก็ดวงเดียวกัน

ไปที่ไหนก็ต้องไปดู  หลังจากดูพระอาทิตย์ก็กลับมากินอาหารเช้า 

เก็บของพร้อมทั้งเดินทางกลับเพื่อมาพักที่โพคาราแล้ววันรุ่งขึ้น

ต้องขึ้นเครื่องบินกลับกาฐมันฑุ  เพื่อไปเที่ยวที่ปักตาปูต่อ

ไว้มาเล่าตอนต่อไปนะคะ  ขี้เกียจพิมพ์ละ 

 อย่าลืมไปตามอ่านอีกมุมจากลุงตู่นะคะ

 


นมัสเต...เนปาล (6)

posted on 02 May 2009 23:43 by noopau in travel

หลังจากที่เราทั้งห้าอิ่มหมีพีมันกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ก็ได้เดินทางกลับโรงแรม  ลุงแวะซื้อเบียร์ตามเคย

คราวนี้พี่วีซื้อด้วย  ลุงเลยมีเพื่อนกินเบียร์

เราจำไม่ได้แล้วว่าสรุปแล้วคืนนั้นลุงกับพี่วีได้กินเบียร์ด้วยกันกี่กระป๋อง

เพราะเรามัวแต่เก็บของ(อันรกรุงรัง) แล้วรีบอาบน้ำนอน  

เช้าวันต่อมา  ลุงตื่นก่อนเราตามเคย  แต่เราอาบน้ำก่อนลุง

เพราะลุงมัวแต่นั่งเช็คข่าวสารจากประเทศไทยทางเนทบุคที่ลุงหิ้วมาด้วย

แล้วเราก็ลงกันมา ที่ล๊อบบี้โรงแรมพบว่าไกด์มารออยู่แล้ว

เช้าวันนี้พวกเราทั้ง 5 ไม่มีใครได้กินอาหารเช้าที่โรงแรมเลย(ขาดทุนนะเนี่ย)

ไกด์พาพวกเราเดินมาขึ้นรถประจำทางเพื่อที่จะไปโพคารากัน

ช่างเป็นการเดินทางที่ไกลเสียนี่กระไร  เราเดินไปบ่นไป

ลุงหันมาบอกว่าแล้วอย่างนี้จะไปเทรกกิ้งหรอ???

เหอ เหอ เหอ (คิดในใจ "ไม่มีทาง")

เราทั้ง 5 เดินกันไปได้พักใหญ่ ๆ ก็ถึงท่ารถ 

ส่งกระเป๋าให้เด็กรถเอาขึ้นไปวางไว้บนหลังคา

แล้วพวกเราก็ขึ้นมานั่งรอบนรถ  พี่วี ลุง พี่นุ่น และพี่ยิ้ม ลงไปหาชากินข้างล่าง

แต่เราไม่ลงไป  ไม่กล้ากิน  เหอ เหอ เหอ กลัวท้องเสียอ่ะ

รถที่พาพวกเราไปลักษณะแบบนี้แหล่ะ แต่บนหลังคาจะเต็มไปด้วยเป้และกระเป๋าเดินทาง

รถที่จะพาพวกเราเดินทางไป  เป็นรถขนาดเท่า ๆ กับรถเมล์บ้านเรา

ไม่มีแอร์  เบาะเป็นกำมะหยี่(อมฝุ่น)  และเบาะปรับไม่ได้ด้วยนะ

เราไม่ใช่คุณหนูมาจากไหนหรอกนะ  แต่ที่บ่นถึงรถซะขนาดนี้

เพราะมันเป็นพาหนะที่ต้องฝากชีวิตไว้กับมันถึง 7 ชั่วโมง

และมีเพื่อนร่วมทางเป็นประชาชน สหประชาชาติ  เหอ เหอ เหอ

มีทั้งแถบเอเซียและแถบยุโรป  แต่ประชาชนพื้นที่นี่สิ

น่าหนักใจ (แอบบอก ลุงโดนคนข้างหน้าถ่มน้ำลายแล้วน้ำลายกระเด็นใส่ลุงด้วยแหล่ะ)

ออกเดินทางประมาณ 7 โมงเช้า ตอนออกเดินทาง  แรก ๆ เราก็ตื่นตาตื่นใจกับสองข้างทาง 

ไหนจะภูเขา  แม่น้ำ  อีกทั้งยังรถที่วิ่งสวนไปมา 

วิวสองข้างทาง และเพื่อนร่วมทางที่เป็นญี่ปุ่น

แต่สักพัก  เราก็หลับโงกไปเงกมา  หูก็เสียบไอพอดไว้ 

เพลงก็รันไปเรื่อย ๆ ผสมกับเสียงเพลงท้องถิ่นเนปาลที่คนขับรถเปิดให้ฟัง

ประมาณเก้าโมงหรือสิบโมงไม่แน่ใจก็ถึงจุดพักรถ  ไกด์ก็แยกไปกินข้าวในร้านอาหาร

พวกเราทั้ง 5 ตกลงกันว่า  ข้ามไปกินฝั่งตรงข้ามดีกว่า 

เราคิดง่าย ๆ แค่ว่าไม่ต้องไปต่อคิว  แต่อีก 4 คนที่เหลือคิดยังไงไม่รู้

แต่ก็ตามกันมา  จุดที่จอดพักรถเพื่อให้กินข้าวนั้นมีรถประจำทางจอดหลายคันมาก

พอข้ามฝั่งมาก็เจอกับร้านอาหารพื้นเมืองของคนเนปาล

เค้าทำครัวกันหน้าบ้านโดยใช้ดินก่อเป็นเตาอย่างที่เห็นในรูป 

เพื่อน ๆ ทั้ง 4 กินอาหารเซทเนปาล

สำหรับเรากินอะไรให้ทาย  เหอ เหอ เหอ เราว่าหลาย ๆ คนทายถูกแน่นอน

เรากินมาม่าค่ะ  มาม่าเนปาลด้วย  ก็ไวไว รสดั้งเดิมบ้านเรานั่นแหล่ะ

ซองก็คล้ายกันต่างกันตรงภาษาที่เขียนบนซอง

อาหารเซทไม่ค่อยน่ากินเท่าไหร่ มีมันฝรั่งทอดเค็ม ๆ 

ปลาตัวเล็ก ๆ ทอด (เราไม่กินปลาอยู่แล้ว) มีผัดผักที่น่าจะผัดกับผงกระหรี่และพริกแกง

และก็มีแกงกะหรี่ที่มีแต่ถั่วกับมัน  กินกับข้าวเปล่า

(ตอนหลังพวกเรามารู้ว่าอาหารเซทเนปาลจะเติมได้ตลอดจนกว่าจะอิ่ม  ก็จนวันที่จะกลับแล้ว)

แต่เราก็แอบกินข้าวเปล่ากับผัดผักของพี่วีไปหลายคำเหมือนกัน

เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปอาหารเซทเนปาลไว้ให้ดู  แต่เค้าจะใช้ถาดหลุมใส่มาให้

 

เราเห็นถาดหลุมแล้วนึกถึงเด็ก ๆ ที่นี่เลย  เพราะใช้ถาดหลุมกินข้าว

 (ขอนอกเรื่องเนปาลนิดนึงนะ) ที่เด็ก ๆ ต้องใช้ถาดหลุมกินข้าวเพราะ 

เราป้องกันเรื่องโรคติดต่อทางน้ำลาย เช่น วัณโรค หวัด 

โรคปอด  ไวรัสต่าง ๆ เช่น ไวรัสเอ,บี,ซี  แต่ HIV ไม่ติดกันทางน้ำลายนะคะ

ทานข้าวอย่าลืมใช้ช้อนกลางนะคะ ถึงแม้จะทานกับบุคคลในบ้านก็ตาม

 

อ่ะมาต่อ ๆ ๆ  พอทานข้าวเสร็จพวกเราก็ถูกเรียกให้ขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อ

เราขึ้นรถก็หลับต่อ  เพราะมันเป็นกิจกรรมที่น่าทำที่สุดเวลาเดินทางนาน ๆ 

ประมาณเที่ยง  รถก็พักให้กินข้าวกลางวันอีก  แต่เนื่องจากพวกเรายังไม่หิว 

เพราะเพิ่งกินกันมาเมื่อสักครู่ (ด้วยอาการกินกระหน่ำเพราะไม่ได้กินข้าวเช้ามาก่อน)

เลยตกลงกันว่าไม่กินดีกว่า  ตอนแรก  เห็นเค้าจัดบุฟเฟต์ไว้ก็นึกว่าฟรี

แล้วก็ด้วยความงก  ก็เลยคิดว่าไหน ๆ ก็ฟรีกินซะหน่อยดีกว่า

แต่เปลาเล๊ยยยย คิดหัวละ 250 รูปีค่ะ เป็นเงินไทยก็ประมาณ 125 บาท

เราก็เลยไม่กินกันค่ะ  แต่ลุงไปตักมากินโดยที่ไม่รู้และไม่ได้จ่ายเงิน(ในตอนแรก)

เรากับพี่นุ่นซื้อน้ำอัดลมกินกัน  แล้วแอบมาแจมหมี่ซั่วของลุง

พร้อมทั้งไปซื้อครัวซองมากินกันคนละอัน  เป็นอะไรที่ห่วยแตกมากกกกก

ไม่อร่อยเลย   ขนาดงก ๆ อย่างเรายังยอมทิ้งไปไม่กินต่อ

(ลุงย้อนไปจ่ายเงินค่าอาหารแล้วนะ)

และแล้วก็ถึงเวลาออกเดินทางอีกครั้งหนึ่ง 

 

เราก็ขึ้นมาหลับต่อบนรถ  เราหลับ ๆ ตื่น ๆ มาตลอดทางนะ

ไม่ได้หลับสบายอย่างที่คิด  เพราะตลอดเวลารถที่วิ่งสวนทางกันไปมาในเนปาล

มักจะบีบแตรเสียงดัง  เพื่ออะไรไม่รู้  ทุกวันนี้ก็ไม่รุ้ว่าบีบทำไม  

ถ้าไปเนปาลคราวหน้าจะทำโล่ห์ไปแจกแล้ว  บีบกันดีนัก สงสัยอยากได้โล่ห์

คนขับรถทีนี่ขับกันเก่งมาก  ทางที่เราไปจะเป็นเขาไปเกือบ ๆ ตลอดทาง

ขึ้น ๆ ลง ๆ ใครที่เคยไปปาย ไปแม่ฮ่องสอน  ก็นั่นแหล่ะค่ะ น้อง ๆ เลย

แต่บ้านเราชันกว่า  บ้านเค้าไม่ค่อยชัน  แต่ก็คดไปคดมาพอ ๆ กัน

เค้าสามารถขับรถบัสวิ่งสวนกันได้  บนไหล่เขา  โดยที่เราไม่เคยต้องลุ้นเลย

(เพราะหลับ) รถบัสบางคันมีคนนั่งบนหลังคาด้วย  ไม่เข้าใจว่า ไม่กลัวกันหรอเนี่ย

ประมาณบ่าย 2 พวกเราก็ถึงโพคาราโดยสวัสดิภาพ

ไกด์พาเข้าไปในโรงแรม  โรงแรมที่เราไปพักอยู่ในสุดเลย

เดินไปบ่นไปอีกรอบนึง  

พอถึงโรงแรมไกด์ก็นัดว่าประมาณ 4 โมงเย็นจะมารับเพื่อพาไปนั่งเรือไปไหว้พระกัน

เพราะช่วงสงกรานต์บ้านเรา(ปีใหม่ไทย) ก็ตรงกับวันปีใหม่ของเนปาลเหมือนกัน

ทำให้มีคนออกมาไหว้พระขอพรวันปีใหม่กันเยอะ

เราทั้ง 5 ก็ออกมาหาอะไรกินกันเพื่อรอเวลานัดไกด์

  แล้วไกด์ก็พาเราไปที่  phewa lake ที่นี่คล้าย ๆ ห้วยตึงเฒ่าที่เชียงใหม่เลย

มีเรือให้เช่าพายด้วย  แต่ของเราไกด์เหมาเรือให้  พวกเราก็นั่งกันไปเพื่อให้ครบชั่วโมง

เพราะไม่มีอะไรทำกัน  บรรยากาศก็โอเค  ไม่ร้อนไม่หนาว  เห็นคนเนปาลเยอะมาก ๆ 

ที่มาพักผ่อนที่เลค  เราก็คุยกันว่าสงสัยเค้าไม่รู้จะไปไหนกันมั้ง

 

น้องคนนี้ท่าทางน่าสงสาร  แต่พอมองตาเห็นแววตาแล้วรู้สึกบอกไม่ถูก  

พวกเราขึ้นไปไหว้พระ กันบนเกาะกลางน้ำ  ไม่มีอะไรน่าสนใจมาก 

มีนกพิราบอีกตามเคย (สัตว์คู่บ้านคู่เมือง)

เกาะกลางน้ำที่คนเนปาลนิยมมาไหว้พระกัน

เครื่องแต่งกายสีสันสุดยอดมะคะ 
 
หลังจากที่นั่งเรือชมน้ำเสร็จแล้ว  พวกเราก็ขึ้นมาบนฝั่งและแยกกับไกด์
 
ไกด์นักแนะกำหนดการสำหรับวันรุ่งขึ้น (กับคนอื่น)

 
เราไม่ฟังหรอกเพราะฟังก็ต้องประมวลผลเยอะ เหนื่อย 
 
เราเป็นคนที่โง่ภาษาอังกฤษ  ไม่เก่งเลย  แต่เราเป็นคนฉลาดที่จะคบเพื่อนที่เก่งภาษา
 
แล้วเราทั้ง 5 ก็เดินเล่นตลาดที่โพคารากัน  ของที่โพคารามีขายก็เหมือนทั่ว ๆ ไป
 
ที่ไหนมีอะไรขาย  ที่นี่ก็มีเหมือนกันเลยไม่ค่อยมีอะไรแตกต่างนอกจากราคา
 
 
เราทั้ง 5 ก็มาหาอะไรกิน  ร้านแรกที่แวะไป  ไกด์บอกว่ามีโชว์
 
การแสดงพื้นเมืองของเนปาลด้วย  เพราะเป็นวันปีใหม่พอดี
 
พวกเราก็เลยตกลงกันว่างั้นกินร้านนี้ละกัน
 
แต่ขอบกว่าไปนั่งจนดูโชว์จะจบ  ยังไม่มีคนมารับออเดอร์เลย
 
พวกเราก็เลยย้ายร้านซะ  ประชดเนปาลี เลยว่ากระเหรี่ยงไทยไม่ง้อ
 
เลือกรายการอาหารกันสุดริด  แต่ไม่มีคนมารับออเดอร์
 
แล้วพวกเราก็มาเจอร้านใหม่เราจำชื่อร้านไม่ได้  แต่อาหารอร่อย
 
พวกเราสั่งสเต๊กเนื้อ สเต๊กปลา ข้าวผัด แล้วก็อะไรอีกสองอย่างจำไม่ได้
 
มากินกัน  อาหารที่นี่ก็นานเหมือนกัน (บอกแล้วอย่าไปกินอาหารที่เนปาลเวลาหิว)
 
พออาหารมา  คนเนปาลและฝรั่งโต๊ะข้างเคียงคงงง
 
กระเหรี่ยงไทย 5 คน เอาอาหารวางเป็นกองกลาง  แล้วตักแบ่งกันกิน 
 
เพราะอาหารเนปาลมาทีละจานใหญ่มาก ๆ กินคนเดียวก็หมด 
 
เหอ เหอ เหอ แต่ไม่หลากหลายไงเลยต้องแบ่งกันกิน
 
ใครไม่เคยเห็นคนกินข้าวกับสเต๊กก็ได้เห็นวันนี้หล่ะ
 
ตั้งแต่พวกเรามาเนปาล  แทบจะไม่เคยเจอน้ำแข็งเนปาลเลย
 
ไม่รู้ว่าเค้าไม่นิยมกินกัน  หรือว่าเป็นเพราะการที่เปิดปิดไฟเป็นเวลา
 
ทำให้ไม่สามารถเก็บน้ำแข็งไว้ได้นาน ๆ เลยทำให้ไม่มีน้ำแข็งขาย
 
ที่ร้านนี้เราสั่งน้ำแข็งกันมา  บอกเค้าว่าขอ 1 กระติก  แต่น้ำแข็งที่พวกเราได้รับคือ
 
1 ถ้วยแบ่ง (ถ้วยที่ไว้แบ่งพวกซุป หรือต้มจืดบ้านเรา)
 
5 คนมองหน้ากันแล้วก็ขำ ๆ แล้วก็แบ่งน้ำแข็งกันไปคนละก้อนสองก้อน
 
กินข้าวกันเสร็จด้วยความอิ่มหนำสำราญ  ก็เดินกลับที่พักเพื่อพักผ่อน
 
เพราะพรุ่งนี้มินิเทรกกิ้งสำหรับพวกเรากำลังจะเริ่มต้นแล้ว
 

นมัสเต...เนปาล (5)

posted on 01 May 2009 19:26 by noopau in travel

เช้าของการใช้ชีวิตที่เนปาลในวันที่ 3

เรากับลุงลงมากินอาหารเช้าในเมนูเดิม ๆ ที่โรงแรมเดิม

สักพักไกด์เดินมารับเพื่อพาไปทัวร์ตลาดกัน

ตลาดที่ไป  เป็นตลาดเหมือนตลาดสดบ้านเรา

มีผักขาย  มีของพื้นเมืองขาย

   

 

เดินผ่านตลาดไปก็ไปเจอกับวัด  กับวังอีกแล้ว 

ที่เนปาลนี่เราสังเกตุดูว่ามักจะมีวัดมีวังเก่าแทรกซึมอยู่

แทบจะทุกหัวระแหงของกาฐมัณฑุเลยทีเดียว

 

ของพื้นเมืองที่มีให้เห็นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่า 

ไปในเนปาลที่ไหนก็มีแต่ของประเภทนี้

ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันเลย  ไม่เหมือนประเทศไทย 

ที่ยังมีของพื้นเมืองของแต่ละภาควางขายให้เห็นบ้าง

แต่ที่เนปาล  จังหวัดไหน ๆ ก็มีแต่ของประเภทเดียวกัน 

แต่ราคานี่ต่างกันจนอาจคิดว่าเป็นของคนละแบบ

อยู่ที่ผู้ซื้อว่าจะมีความสามารถในการต่อรองราคาเก่งแค่ไหน

รูปวัดรูปวังในแต่ละที่ที่ไปเที่ยว  ถ้าเราไม่ได้ดูโปรไฟล์ของรูป 

เราก็แทบจะแยกไม่ออกเหมือนกันว่าคือที่ไหน

ศิลปะของเนปาลจะเป็นแนวเดียวกันแทบทั้งหมด 

ไม่เหมือนของไทย  ที่จะมีศิลปะสมัยขอม สมัยอยุธยา ฯ

คนเนปาลมารองน้ำไว้ไปอุปโภคบริโภค ไกด์บอกว่าน้ำมาจากภูเขา

 

หลังจากที่เดินชมวัด วัง ตลาดจบแล้ว  เราสองคนกับลุงก็แยกจากไกด์

เดินกลับมานอนเล่นที่โรงแรม  ทำโน่นทำนี่กันไป  เรื่อย ๆ 

พอหิวก็ชวนกันมาหาอะไรกิน  เดินมาก็เห็นมีร้านน่ากิน

เกินเข้าไปสั่งอาหารมากินกัน  ใครที่จะมาเนปาล 

ไม่ควรรอให้หิวจัดแล้วมาหาอะไรกินนะคะ

เพราะคนที่เนปาลจะทำอาหารนานมากกกกกกกกกกกกกก

มากจนลืมไปแล้วว่าสั่งอะไรมากิน

เราไปถึงก็สั่งสเต๊กมากิน  เดาดูว่าน่าจะเป็นสเต๊กเนื้อควาย

กินควายเข้าไปหมดจาน  ท้องก็ป่องเหมือนงูเหลือมกินควายเลย

เหอ เหอ เหอ ลุงสั่งสลัดกับไก่ทอดอะไรสักอย่างมากินกับข้าว

อร่อยดีเหมือนกัน  ใจอยากจะแย่งลุงกินแต่ว่าแค่ของตัวเองก็จะแย่แล้ว

สลัดน่ากินมาก  แต่ไม่หร่อย

สเต๊กเนื้อควาย  ร้อนฉ่าาาาา

 

ไก่ทอดสูตรเนปาล อร่อยดี

 กินเสร็จก็เดินกลับโรงแรม  มาถึงโรงแรมก็ได้ข่าวดีว่า 

เพื่อน ๆ อีกสามคนมาถึงแล้วรออยู่ที่ห้อง 210

การี๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

เดินไปบนห้องก็พบกับ  พี่ยิ้ม พี่นุ่น(น้องพี่วี) พี่วี

จริง  ๆ แล้วพี่ยิ้มกับพี่นุ่นเรียนรหัส 36 เหมือนกันกับเรา

แต่ด้วยความที่เราเรียนเร็ว  เราก็แอ๊บเรียกพี่ไว้ก่อน เหอ เหอ เหอ 

เรียนรุ่นเดียวกันแต่เราอายุน้อยกว่าเพราะเรียนเร็วไปสองปี สบายปอไป

 พวกเราก็ตกลงกันว่าจะพาสามคนที่เพิ่งมาไปทัวร์รอบ ๆ ทาเมล

ในฐานะที่เรากับลุงเป็นคนเนปาลมาก่อน (สองวัน)

แล้วก็พาไปร้านกาแฟไฮโซด้วย  นั่งกันได้สักพัก

สองสาวพี่ยิ้มกับพี่นุ่น ก็สวมวิญญาณสาวไทย(ไปไหนก็ชอปปิ้ง)

เราก็พลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย  ได้ที่มัดผม

กระเป๋าใส่เหรียญมาหลายใบเหมือนกัน

ลุงได้ขลุ่ยมา 1 เลา  ราคา 5 ดอลล่าร์ (จาก 20 ดอลล่าร์)

เราก็ไม่ได้อะไรมากมาย  ได้แค่นั้นจริง ๆ ไปเนปาลเสียแต่ค่าเที่ยว

สบายหน่อย ถ้าไปเมืองอื่นประเทศอื่น  วรสุดาหมดตัวแน่ เหอ เหอ เหอ 

รูปที่เราไปเที่ยววันนี้ (วันที่ 3 ในเนปาลค่ะ)

เจอกันอีกแล้ว ฤาษีชีไพร

 

คนที่พักอาศัยอยู่ตามสถูป ตามวัดเก่าวังเก่า

 

วัวและนกพิราบ(คนด้วย) สิ่งมีชีวิตคู่บ้านคู่เมืองไปไหนก็เจอ

 

สถูปที่คล้าย ๆ กันแทบทุกที่

 

 
สเต๊กในอีกมุมนึง(เอามายั่วน้ำลาย)
 
 
เพื่อนร่วมทริปค่ะ เสื้อส้ม พี่ยิ้ม เสื้อเหลืองพี่นุ่น เสื้อแดงลุงตู่ เสื้อฟ้าเราเอง
 
เพิ่มเสื้อขาวพี่วี มาอีกคนนึง แต่เสื้อน้ำเงินข้างหลังเป็นสิงคโปร์
ที่ไปเจอกัน ชื่อฉี่ พวกเราแอบเมาส์เรียกว่า "ไอ้เยี่ยว" เหอ เหอ เหอ 
 
แอบเอารูปเพื่อนร่วมทริปมาลงก่อน 
 
จริง ๆ แล้วเป็นวันเกือบท้าย ๆ แล้วนะสำหรับรูปเพื่อนร่วมทริป
 
วันนี้เราเดินกันเหนื่อยก็หาอะไรกิน  มื้อนี้เป็นอาหารพื้นเมืองแล้ว
 
บางอย่างเราก็กินได้นะ อะไรที่กินไม่ได้ก็ไม่กิน (ไม่ยาก)
 
อาหารนานนนนนนนนมากเหมือนเดิม
 
มื้อนี้ได้ลองกินโมโม่ด้วย โมโม่ก็คือขนมจีบกึ่ง ๆ เกี๊ยวซ่า
 
ส่วนใหญ่จะเป็นไส้เนื้อควาย  พวกเราสั่งโมโม่มิกซ์มากิน
 
เพราะคิดว่ามันคงมีไส้ไก่ ไส้ผัก ไส้ควาย ปนกันมา
 
แต่พอกินแล้วมันม๊ายยยยช่าย  มันกลายเป็นโมโม่ไส้ที่มิกซ์มาแล้ว
 
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผสมอะไรมาบ้าง
 
สักพักก็กลับโรงแรมนอน  เพื่อที่ตอนเช้าจะต้องเตรียมตัวเดินทางไปโพคารา
 
ซึ่งจะต้องใช้เวลานั่งรถบัสประมาณ 7 ชั่วโมง  แล้วจะมาเล่าตอนต่อไปนะคะ

 

นมัสเต...เนปาล (4)

posted on 25 Apr 2009 20:53 by noopau in travel

หลังจากที่ดูวัดดูวังกันมาเต็มที่แล้ว

ไกด์ก็ให้เวลาพวกเราประมาณ 20 นาทีเพื่อถ่ายรูป

และเดินดูจุดต่าง ๆ เราเดินเลยไปหน่อยก็เจอ

ของวางขายเหมือนตลาดนัดบ้านเรา 

ด้วยความที่เราไม่ค่อยซาบซึ้งกับของพวกนี้  ก็เลยได้แต่ถ่ายรูปอย่างเดียว



ไกด์ก็พาเราสองคนมาทานข้าวที่่ร้านอาหาร 

ซึ่งต้องเดิมขึ้นบันไดไปสามสี่ชั้น  เราเดินไปบ่นไป

ทำให้ลุงหันมาบอกว่า "แล้วอย่างนี้จะเทรกกิ้งได้มั้ย"

เหอ เหอ เหอ ก็ไม่ได้ไงจ๊ะลุง

เดินไปถึงด้วยความเมื่อยล้า  แต่พอมองลงไปเห็นวิวแล้ว 

หายเหนื่อยเลยค่ะ  เป็นมุมสูงที่สามารถมองลงมาเห็นวัด

เห็นวังที่เราเดินดูกันเมื่อตะกี้  และเห็นกาฐมันฑุด้วย

เราสั่งข้าวผัดไก่มากิน (อาหารพื้น ๆ มากเลยเนาะ)

ลุงสั่งแกงกะหรี่ไก่มากิน  ลุงชมเปาะว่าอร่อยมาก 

เสียดายที่เราไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้  เพราะว่าหิวมาก

(แต่ลุงถ่ายไว้ เดี๋ยวไปขโมยมาก่อนนะ)

ได้ของกินมาก็ลงมือกินเลย อร่อยใช้ได้เลยแหล่ะ

หลังจากที่กินข้าวเสร็จ  ไกด์ก็พาไปที่อื่นต่อ 

ที่ต่อมาชื่อว่า  สวายมภูนาถ(ลอกลุงมาอีกตามเคย)

ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ จุดสำคัญน่าจะเป็นตำนานดอกบัวผุดของสถานที่มากกว่า

ประมาณว่ากษัตริย์สักองค์ของสักแคว้นมาเจอเข้า

ประทับใจ เลยมาสร้างสถูปกันบนยอดเขา

ซึ่งแน่นอนว่าต้องตัดหินขนหินกันขึ้นมา จำได้เลาๆแค่นี้แหละ

ต้องเดินขึ้นเขาไปหน่อย หน่อยนี่ก็เดินจนหอบเหมือนกัน

คนท้องถิ่นไปกันเยอะมากกว่านักท่องเที่ยว 

นึกถึงคนเดินขึ้นเขาพระพุทธบาทแถวสระบุรีก็ได้ ด้วยศรัทธาและนับถือ

และด้วยอยากเที่ยว ส่องวิวจากที่สูงๆ

แต่สถูปนี้ส่องเห็นเมืองหลวงเนปาลเลย(ลอกมาทั้งดุ้นเลยแฮะ)

ตรงนี้เราเดินวนไปวนมาถ่ายรูป  นกพิราบจะเป็นของที่คู่กันกับกาฐมันฑุเลยก็ว่าได้ 

พอ ๆ กับฝุ่นกับแตรรถไปทางไหนก็เจอ  เหอ เหอ เหอ

วันที่สองเราเที่ยวกันเกือบหมดวันแล้ว  ไกด์พาไปพักผ่อนที่โรงแรม

กลับมาถึงโรงแรมเรากับลุงไม่มีอะไรทำนอกจากลุงต่ออินเทอร์เนทเช็คข่าวเมืองไทย

ว่าสถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไรบ้าง  ทำร้ายประเทศไทยกันไปถึงไหนแล้ว

เราก็นอนอ่านนิยายที่พกไป  พอหิวก็ชวนกันเดินออกมาหาอะไรกิน

บรรยากาศที่ทาเมลกลางคืนก็เหมือนข้าวสาร+ไนท์บาซ่าเชียงใหม่แหล่ะ

ฝรั่งเยอะ คนท้องถิ่นก็เยอะ  เรากับลุงก็เดินไปเลือกร้านที่คิดว่าโอเค(สำหรับเรา)

เราเป็นคนกินยากเลือกกิน  แต่กินแต่ของง่าย ๆ มื้อนี้เราก็เลยกินผัดหมี่

ลุงสั่งข้าวแกงกะหรี่เห็ดมากิน  รสชาดไม่ได้เรื่อง เหอ เหอ เหอ 

แถมแกงยังเป็นสีเขียวนวล ๆ ไม่มีรสชาดอะไรเลย 

ผัดหมี่ของเราก็จานใหญ่มาก 

คนกระเพราะวัวกระเพราะควายอย่างเราก็กินไม่หมด

เหอ เหอ เหอ  แต่ของเค้าก็อร่อยดีนะ กินเสร็จก็กลับโรงแรมนอน

เพื่อที่จะไปเที่ยววันต่อไป  แล้วรอคณะอีกสามคนมาสมทบต่อ

 

เอารูปที่ลุงแอบถ่ายเราตอนอ่านหนังสือมาลง 

นี่ขนาดอยู่โรงแรมแค่สองคืนยังรกอย่างนี้เลย

ไม่ต้องจินตนาการนะว่าห้องนอนจะรกแค่ไหน เหอ เหอ เหอ 

ปล. พรุ่งนี้ไปดูงานที่เชียงใหม่นะคะ 

กลับวันอังคาร  เกี่ยวกับ HIV ในเด็ก ดูงานที่รพ.สวนดอก กับ รพ.สันกำแพง

ไม่อยากไปเลยขี้เกียจนั่งรถ  แต่คิดอีกทีก็ดีเหมือนกัน

ไปเมืองที่เราเคยเรียนหนังสือ ไปหาเพื่อนสนิท

ไปเพิ่มพูนความรู้  (คิดบวกไว้ก่อนเนาะ)

แอบบอกสำหรับคนที่ส่ง ems ที่อยู่มาให้

จะได้รับโปสการ์ดที่ประทับตราส่งจากเชียงใหม่ด้วยนะคะ

นมัสเต...เนปาล (3)

posted on 23 Apr 2009 22:24 by noopau in travel

เมื่อวานได้แถกจากคุณโรส  ขอติดไว้ก่อนนะคะ ทำให้แล้วแต่ยังไม่เรียบร้อยดี 

เดี๋ยวจะทำให้นะคะ พอดีกำลังติดลมกับเนปาลค่ะ ไปมา 8 วัน เล่า 1 เดือนไม่รู้จะจบหรือเปล่า

มาเริ่มเนปาลในวันที่ 2 ตอนที่ 3 กันเลยดีกว่าค่ะ

หลังจากดูพิธีศพของฮินดูเสร็จแล้ว

ไกด์ก็พาเดินรอบ ๆ บริเวณนั้น  เราก็หันไปเห็นพวกฤาษีชีไพร

เหอ เหอ เหอ เค้าเรียกอะไรก็ไม่รู้  แต่รูปนี้แอบถ่ายนะ  ไมได้ยกกล้องขึ้นมาหรอก

เอากล้องวางบนพุง อาศัยว่าพุงใหญ่ เลยได้รูปนี้ออกมา

ที่เราสังเกตุ  คนเนปาลจะแต่งตัวสีสันสดใสมาก  ผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีพุง

เราเลยตัดสินใจได้ถ้าเราเป็นเนปาลี  ก็คงเท่ห์ไม่หยอก  เพราะเรามีพุง 555

วันหลังจะเอารูปสาวเนปาลที่ใส่ส่าหรีมาให้ดู  วันนี้ยังไม่ได้อัพลงเลย

(แอบบอกว่ากระเป๋ากล้องยังอยู่ในรถอยู่เลย เหอ เหอ เหอ)

หันไปก็เห็นคนแก่คนนึงนอนอยู่ คนที่เนปาลที่แต่งตัวแบบนี้มีเยอะมาก

ที่เราเห็นตรงนั้นมีนับสิบ  เราไม่กล้าที่จะรบกวนถ่ายรูปพวกเค้าตรง ๆ 

ก็ได้แต่แอบถ่ายเอา คนพวกนี้จะนอนอยู่ตามสถูป  ตามต้นไม้ต่าง ๆ 

บางคนก็เขียนหน้าเขียนตา  บางคนนุ่งขาวห่มขาว บ้างก็แต่งตัวเป็นสีสันอย่างรูปข้างบน

เราดูบริเวณรอบ ๆ กันอีกแป๊บนึงออกเดินออกมาขึ้นรถ  เพื่อที่จะไปที่ต่อไป

ที่ต่อไปคือ  โพธานาถ สถูป(จริง ๆ แล้วเราจำไม่ได้หรอก  ไปลอกมาจากลุงตู่)

ลุงลงตอนที่ 3 แล้ว ข้อมูลเราไม่แน่นเหมือนลุง เนื่องจาก 

1. ไม่ได้มีการเตรียมตัวก่อนเดินทาง

2. ไม่สันทัดภาษาอังกฤษ

3. ไม่มีการจดบันทึกระหว่างเดินทาง

(ไม่ดีเลยเนาะ อย่าเอาอย่างนะ)

น้องลิงปีนเล่นที่สถูป ใจดีกว่าลิงที่ลพบุรีเยอะเลย  สีสันที่มีขายข้างทาง เอาไว้แต่งหน้าเพ้นท์ตัว (มั้ง)

โพธานาถ สถูป ซึ่งเป็นสถูปใหญ่ที่สุดในเนปาล สร้างขึ้นโดยกลุ่มชาวธิเบตที่อพยพมาเมื่อราว 50 ปีที่แล้ว เป็นชุมชนชาวธิเบตใหญ่สุดในเนปาล รายรอบสถูปอยู่  สถูปธิเบตสังเกตง่ายก็ดวงตาพระพุทธเจ้า ที่อยู่ตรงฐานก่อนจะขึ้นไปบนยอด ดวงตาจะมีทั้งสี่ทิศ  

พระพุทธองค์ทรงสอดส้องไปทุกทิศทุกทาง..เขาว่างั้น

ตรงที่น่าจะเรียกโบสถ์ นอกสถูป เข้าไปข้างใน มีพระพระธิเบตนั่งเรียงราย แต่ยังไม่ได้สวดมนต์ หน้าพระประธานในโบสถ์ มีของบริจาคกองๆอยู่ ปอคลานเข้าไปบริจาคขนมหรือมาม่าก็จำไม่ได้ (เราคลานเอาถั่วที่ได้มาจากบนเครื่องบินที่การบินไทยแจก ไปวางในกองที่เค้าบริจาคกัน) เสร็จแล้วออกมาแล้วเดินดูร้านรวงรอบๆสถูป ชาวบ้านจะมาเดินเอามือปาดทรงกระบอกหมุนๆ ที่อยู่รอบฐานของสถูป เดินวนเป็นวงกลมจนครบรอบ (สามย่อหน้านี้นี่ลอกลุงมาเป๊ะ ๆ เลย)

        ชุมชนชาวธิเบตที่อยู่บริเวณสถูป                 ภาพวาดบนผนังวัดธิเบต (น่าจะเรียกว่าโบสถ์) นะ

 

ด้านหน้าวัดธิเบต(น่าจะเรียกโบสถ์อย่างที่ลุงว่านะ)

 

ด้านในโบสถ์ (โบสถ์ก็โบสถ์เนาะ)  พระสวยดี แต่คนละนิกายกับเรา เลยอาจมีรูปร่างแปลกตาไปบ้าง

สถูปในมุมสูง ถ่ายจากบนโบสถ์

 ระหว่างที่เดินวนไปวนมารอบ ๆ สถูป เรากับลุงไม่ได้เดินเข้าไปชั้นในสถูป  และไม่ได้ขึ้นไปด้วย

ไกด์พาเดินไปดูงานพุทธศิลป์ของชาวธิเบตตรงนั้นเป็นโรงเรียนที่สอนวาดไปด้วย 

เจ้าหน้าที่ของแกลลอรี่พาพวกเราเดินขึ้นไปชั้น 2 ขึ้นไปก็เห็นมีคนวาดรูปกันอยู่สองสามคน

งานที่เห็นเป็นงานที่ละเอียดมาก  เราไม่แน่ใจว่าพู่กันเป็น เบอร์อะไร แต่เล็กมาก ๆ

รูปแรกที่เดินไป  เห็นกำลังจุดสีลงบนผ้าใบเพื่อให้เกิดมิติ 

เดินเลยไปอีกหน่อยเจอภาพที่ใช้เวลาวาด 2 -3 ปีแล้วแต่ยังไม่เสร็จ แต่เป็นงานที่ละเอียดมาก

พวกเราถูกบอกกล่าวว่าไม่ให้ถ่ายรูป  เราก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

เราถ่ายรูปเท่าที่เค้าให้ถ่ายได้  รูปวาดสวยดี  แต่ไม่เหมาะกับเรา  และที่สำคัญ แพงมากกกกกกก

รูปวาดที่นี่ขายเป็นดอลล่าร์   ขนาดรูปเล็ก ๆ ก็หลายสิบดอลฯ แล้ว

ถ้าเราเป็นพวกที่ชอบงานศิลป์  ก็ไม่แน่นะอาจจะซื้อมาติดฝาบ้านโชว์ชาวบ้านสักรูปสองรูป

รูปที่เราถ่ายมาส่วนใหญ่  จะเป็นรูปที่วาดสถูปในมุมที่มองมาจากมุมสูง

สถูปในอีกมุมมองนึง พร้อมกับหน้ากากที่มีขายทั่วไปในเนปาล

ออกจากโพธานาถสถูป  เราก็ไปต่อกันที่เมืองปาตาน  ไปที่ปาตาน เดอบาแสควร์

ตรงนี้จะเป็นที่รวมของวัดและวังเก่าที่มีเจดีย์มากมาย  เราเห็นเจดีย์เยอะมาก 

แต่คนที่อยู่ตามเจดีย์ก็เยอะมากเช่นกัน  มากพอ ๆ กับนกพิราบ 

ส่วนใหญ่สถูปที่นี่จะทำด้วยไม้ วังก็ทำด้วยไม้แกะสลักเช่นกัน

 

 


วังเก่าที่นี่ปัจจุบันทำเป็นพิพิธภัณฑ์ไปแล้ว  เราไม่ได้เข้าไปดูด้านใน ได้แค่เดินรอบ ๆ

เดินไปเรื่อย ๆ จะเห็นความอลังการของวังเก่าของเค้า  เพราะว่าส่วนใหญ่จะใช้ไม้ทำ

แถมยังแกะสลักได้สวยงามมาก ๆ วันนี้เราคงเล่าเรื่องแค่นี้ก่อน 

เพราะว่าการเล่าเรื่องแล้วไม่มีภาพประกอบจะทำให้คนที่ไม่เคยไปจินตนาการยาก 

แต่ถ้าลงรูปหมดก็จะทำให้โหลดนาน   เราไม่อยากย่อรูป 

เพราะคนที่เข้ามาดูจะต้องจินตนาการ  ว่านี่มันคือรูปอะไร 

แล้วคนที่ไม่เคยไปก็จะไม่รู้ว่ามันคืออะไร  ขนาดเราไปมาแล้ว 

ถ้าไม่ได้ไปอ่านของลุงมาก่อนเขียนเราก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่านี่คืออะไร

แล้วนับประสาอะไรกันคนที่ไม่เคยไปจะรู้เรื่อง

สำหรับคนที่สนใจนะมาเนปาล  เราว่ามันมีทางเลือกสองแบบนะ  คือการมาแบบเรา

ไม่ได้ไปเทรกกิ้ง ปีนเขาอะไรมาก  เที่ยวตามสถานที่สำคัญ ๆ ในเนปาล  

แล้วก็ไปดูพระอาทิตย์ขึ้น  และตก ซึ่งทุกวันนี้เราก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกันนะ

ว่าพระอาทิตย์นี่ก็ดวงเดียวกัน  ไปประเทศไหน  หรือไปที่ไหน ก็ดวงเดิม

แต่เราก็ยังต้อง แหกขี้ตาตื่นขึ้นมาดู  เหอ เหอ เหอ แต่ก็นะพี่วีบอกเราว่า

พระอาทิตย์เมืองไทยไม่ได้พูดภาษาเนปาล  แต่พี่วีแอบมีมุขตลกนิดนึงว่า

"พระอาทิตย์เนปาลจะมาพร้อมกันเสียงแตร"  เพราะคนที่เนปาลจะชอบบีบแตรรถ

เหมือนเปลี่ยนเกียร์เลยแหล่ะ   รถที่เนปาลจะไม่เปิดแอร์ 

แล้วฝุ่นที่เนปาลก็จะเยอะมาก  ทำให้เราเวียนหัวบ่อย ๆ เวลานั่งรถ

พรุ่งนี้มาเจอกับตอนที่ 4 ของวันที่ 2 ต่อนะคะ  จะพยายามให้จบวันที่ 2 ไว ๆ 

แต่ถ้าจบแบบรูปน้อยเราก็ไม่รู้จะเล่าเรื่องยังไงเหมือนกัน 

เราเป็นคนเล่าเรื่องไม่เก่งหรอก  ต้องใช้รูปช่วยแหล่ะ

 

นมัสเต...เนปาล (2)

posted on 22 Apr 2009 18:26 by noopau in travel

วันที่สองเริ่มต้นด้วยการอาบน้ำแต่งตัว ลงมากินอาหารเช้าข้างล่างโรงแรม

เราสั่งเป็น standard breakfast ได้ไข่ดาวสองฟอง

กาแฟ และขนมปังปิ้ง พร้อมด้วยแอปเปิ้ล 1 ลูกมากิน

ลุงก็สั่งเหมือนกัน  นมที่สำหรับใส่ในกาแฟหอมดี ไม่รู้นมแพะหรือนมควาย

เนยที่ทาขนมปังก็หอมเหมือนกัน  อร่อยดีเรากินขนมปังทาเนยโรยน้ำตาลไปสองแผ่น

(น้ำตาลเนปาลเม็ดใหญ่มากกกกกกก)

แล้วสักพักไกด์ก็มารับ  วันนี้โปรแกรมก็คือพาไปวัด ไปวังเก่าในตัวกาฐมันฑุ

ที่แรกที่ไปเป็นวัดฮินดู วัดปศุปฎินารท หรือ วิหารพระศิวะ

เป็นวัดที่สำคัญในศาสนาฮินดู ตั้งอยู่ริมแม่น้ำภัคมาติ

แม่น้ำแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำคงคา มีศพของชาวฮินดูที่รอทำพิธี

ถ้ามีใครตายไปก็ต้องมาเผากันที่นี่พิธีศพก็ไม่ยุ่งยาก เผากันภายใน 24 ชั่วโมง 

มีพราหมณ์ทำพิธี (เราเรียกว่าสัปเหร่อ) พราหมณ์จะเตรียมจัดวางฟืนท่อนไม้ 

และฟางมาไว้สำหรับเผาศพ เผากันให้เห็นจะๆ ไม่มีอะไรบังเลย 

และคนผ่านไปผ่านมาหรือนักท่องเที่ยวก็จะยืนดูกันรอบ ๆ

เราไม่ได้ข้ามฝั่งไปที่วัด เพราะเค้าบอกว่าเข้าได้เฉพาะคนฮินดู

แต่เราก็แอบเห็นมีฝรั่งข้ามไป  แต่ไม่ได้เข้าไปในวัด (มั้ง) 

พอเค้าเผาศพใหม้  เค้าก็เอาเถ้า  มาลอยอังคารกันที่นั่นเลย

แต่เราไม่ได้รอจนเค้าลอยอังคารนะออกมาก่อนที่จะเผาเสร็จด้วยซ้ำ

ตอนที่เราไปถึงมีศพที่รอเผาอยู่หลายศพมาก  มีทั้งศพคนรวยและคนจน 

เราไม่ทันดูพิธีของคนจน  แต่เดินเลยมาหน่อยเห็นศพคนรวย  (รูปเยอะหน่อยนะคะ)

 

เผาศพคนจน


มีศพคนจนกับคนรวย  จะแตกต่างกันแบบเห็นได้ชัดเลย

เราเห็นศพคนรวยที่กำลังเผาแล้วสงสาร เพราะมีอยู่ตอนนึง

ต้องให้คนเป็นลูกเอาไฟไปวางบนตัวพ่อเพื่อเผา

คนเป็นลูกชายก็ร้องไห้  แบบน่าสงสารมาก ๆ อ่ะ เมียก็ร้องไห้

แบบว่าเห็นเป็นร่างเลยไง นี่คือพ่อชั้นนะ แล้วต้องเอาไฟไปวาง

ทำใจยากมาก ๆ อ่ะถ้าเป็นเรา 

 

ตอนนี้เค้ากำลังแต่งศพ  รดน้ำศพ ขอขมาศพกัน

 

แล้วเค้าก็เอาผ้าและข้าวของคนตายทิ้งน้ำ ในแม่น้ำเลยมีแต่สิ่งสกปรก

 

เอาศพวนรอบ ๆ แท่น สามรอบ ก่อนวางแล้วให้ลูก ๆ มาลา

 

กำลังวน ๆ คนเป็นเมียก็ร้องไห้ปานใจจะขาด

 

 

เอาศพวางที่แท่น (เค้าเรียกเชิงตะกอนใช่มะถ้าเผาที่เมรุตามบ้านเรา)

 

ลูกชายขอขมาพ่อ เอาหน้าผากจรดกับหน้าผากพ่อ

 

 

เอาหน้าผากจรดเท้าพ่อ

 

 
ล้างมือล้างเท้า  (แอบสังเกตุบ้านนี้มีลูกชายสองคน)
 
 
 
กำลังจะเอาไฟวางเพื่อเผาพ่อตัวเอง เป็นเราก็คงทำใจยากมาก เพราะศพที่นี่ถ้าตายต้องทำพิธีเผาภายใน 24 ชม. ศพก็เลยเหมือนคนนอนหลับธรรมดา  สังเกตุดูว่าลูกชายชักมือเข้าชักมือออกไม่วางไฟเพื่อเผาพ่อสักที เห็นแล้วเศร้าแทนเลยอ่ะ
 

 

 เราก็รู้นะ ว่าเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา แต่มันก็อดที่จะรู้สึกเศร้าไปด้วยไม่ได้

ขนาดอยู่ที่นี่ อยู่กับความตาย  เห็นความตายง่ายและบ่อยกว่าอยู่ที่อื่น  ยังอดเศร้าไม่ได้

และด้วยความชาญฉลาดของเรา  เราก็ฟังไกด์รู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง

เราก็เลยต้องไปหาชื่อวัดมาจากอินเทอร์เนท

ตอนอยู่เนปาลหวังจะพึ่งลุง  ก็ได้ความว่า ไม่ได้ฟังเหมือนกันว่ะ มัวแต่ถ่ายรูป 

เราก็พอฟังได้พอจับใจความได้บ้าง แต่ก็นะ ความสามารถอันน้อยนิด

แปลผิดบ้างถูกบ้างสำหรับการท่องเที่ยวในวันที่ 2 นี้

ยังไม่หมดแค่นี้เราไปอีกหลายวัดอีกหลายที่  แต่ถ้าอัพวันนี้หมด 

รูปจะโหลดเยอะมาก (และที่สำคัญยังเอารูปลงเครื่องไม่หมด)

ไว้ลงหมดก่อนนะจะเอามาเล่าเพิ่มเติม  รอติดตามตอน 3,4,5 และต่อไปเรื่อย ๆ นะ

ถ้ายังไงแนะนำให้ไปอ่านของลุงตู่ควบด้วยนะคะ คุณจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เหอ เหอ เหอ