posted on 18 Aug 2008 21:53 by noopau
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2551 ทางโรงเรียนเมืองใหม่ได้จัดวิ่งมินิฮาล์ฟมาราธอนโดยร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดลพบุรี มณฑลทหารบกที่ 13

เราก็ได้รับมอบหมายว่าให้นำเด็ก ๆ ไปร่วมงานไปร่วมออกกำลังกายกันเราก็คัดเด็ก ๆ ไปทั้งหมด 12 คน โดยมีเด็กเล็ก ๆ อนุบาล 5 คน เด็กประถม 7 คน ที่เราเลือกเด็กอนุบาลไปก็เพราะว่า อิอิ ไม่อยากวิ่งอ่ะ จะได้มีข้ออ้างว่าเด็กวิ่งไม่ไหว

เราออกจากบ้านเด็กฯตอนตี 4 เด็ก ๆ ตื่นเต้นดีใจกันมากเพราะไม่เคยวิ่งแบบนี้มาก่อน เคยแต่วิ่งเล่นกันที่บ้านเราไปถึงกันตอนตี 5 ระหว่างนั่งบนรถเด็ก ๆ ก็หลับกันตามระเบียบ แต่พอถึงก็ตื่นขั้นมาหน้าตาสดใสทันที ประมาณว่าพร้อมรบลุกขึ้นมาเต้นวอร์มร่างกายโชว์กันใหญ่

พอถึงปล่อยตัวเด็ก ๆ วิ่งกันด้วยความสนุกสนาน เราก็ตั้งใจจะแว่บ แต่ไม่ได้ผล เด็ก ๆ บอกว่า ไม่เหนื่อยค่ะ/ครับ

ไอ้เราจะไม่วิ่งก็ไม่ได้ เด็กวิ่งก็ต้องวิ่งตามเด็ก เหนื่อยหน่อยก็เดิน
ระยะทางก็ไม่มากมายอะไรแค่ 3 กิโลเมตร แต่สำหรับคนที่ไม่ออกกำลังกายอย่างเราแทบแย่เหมือนกัน แถมตื่นเช้าอีกต่างหากแต่เด็ก สนุกมาก

และแล้วเด็ก ๆ ก็พาพี่ปอมาถึงจุดกลับตัว 3 กิโลเมตร

เพื่อมาแลกสายรัดข้อมือ (ยางวงรัดกับเชือก) เพื่อนำไปแลกเหรียญรางวัลอีกทีนึงค่ะ

และแล้วพวกเราทุกคนก็กลับมาถึงพร้อมกับเหรียญรางวัลค่ะ

เด็ก ๆ ภูมิใจมาก เนื่องจากระหว่างทางมีแต่คนถามว่าจะวิ่งกันไหวหรอ ตัวนิดเดียวเองลูก แต่เด็ก ๆ ทำได้ค่ะ และก็เอาเหรียญไปอวดป๊ะป๋ากันใหญ่ ท่านก็เลยคล้องเหรียญให้ด้วยค่ะ

ถ่ายรูปหมู่กับพระอาจารย์ก่อนที่จะไปกินโจ๊กตอนเช้ากัน

ถึงร้านโจ๊กก็สั่งโจ๊กกับปาท่องโก๋มากินกันอย่างอร่อย

สองแสบน้องอาร์มกับน้องก้องมาช่วยน้องจ๊อบกินโจ๊ก เพราะน้องจ๊อบกินไม่หมด

หนูสองคนสู้ตายครับ แล้วแวะมาเยี่ยมกันใหม่นะครับ

แวะไปดูรูปพวกหนูเต็ม ๆ ได้ที่
http://noopau.multiply.com/photos/album/41#นะครับ
posted on 11 Aug 2008 19:55 by noopau
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชเสาวนีย์ที่ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะบุคคลต่างๆ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2551 มีใจความตอนหนึ่งว่า
"แล้วต่อไปนี้ ข้าพเจ้าก็อยากจะเอ่ยถึงคนไทยที่มีความ คนไทยหนุ่ม ที่มีความรักชาติ คือข้าพเจ้าแค่ทราบมานี่แค่ 2 คน แต่คงจะมีเยอะแยะมากเชียว อย่างนายตำรวจผู้กล้าหาญซึ่งสละชีวิตไปแล้วเพื่อรักษาดินแดนภาคใต้ คือ ร.ต.อ.ธรนิศ ศรีสุข ที่เรียกว่า "ผู้กองแคน" สอบได้ที่ 1 แล้วก็ทางตำรวจก็ให้เลือกได้ คนที่สอบได้ที่ 1 ว่าจะเลือกไปอยู่ที่ไหน ไปทำงานที่ไหน ก็คนไทยที่ยอดเยี่ยมเนี่ย ร.ต.อ.ธรนิศ เนี่ย ก็เลือกที่จะไปอยู่ที่ภาคใต้ 3 จังหวัดภาคใต้ แล้วข้าพเจ้าก็ไม่รู้เลย ไม่มี ไม่ทราบเลย ด้วยความเสียใจจนบัดนี้ว่า ตอนที่ข้าพเจ้าไปอยู่ที่นราธิวาส แล้วก็ไปเยี่ยมแถวปัตตานี ก็ ร.ต.อ.ธรนิศ เนี่ยก็เป็นคนหนึ่งที่ดูแล ถวายอารักขาอย่างใกล้ชิด เพราะที่นั่นมันอันตราย แล้วเขาก็ถูก มีการปะทะกันที่ จ.ยะลา ใกล้ๆ เบตง อะไรเนี่ย แล้วก็เสียชีวิตไป คือ มือหนึ่งของตำรวจที่สอบได้ที่หนึ่ง แต่เป็นคนที่มีความรักชาติอย่างมาก แล้วมี เป็นคนมีอุดมคติสูง ก็เลือกจะไปที่ๆ เป็นที่ยาก เป็นที่ลำบาก แล้วก็ไปเสียชีวิต
แล้วคนที่ 2 ที่ข้าพเจ้าทราบจากหนังสืองานศพเขา ก็เลยเขียนจดหมายไปถึงคุณพ่อคุณแม่เขา ไม่ทราบจะทำยังไง เพราะว่าไม่ทราบก่อนนาน ที่จะไปงานศพเขา คือ ร.ต.ต.กฤตติกุล บุญลือ นี่ก็อีกคน เลือกที่จะไปรักษาความปลอดภัยของประเทศชาติในที่ๆ อันตราย ในที่ซึ่งบ้านเมืองกำลังต้องการความคุ้มครองป้องกัน เขาบอก เขาเนี่ยก็ไม่ใช่ว่าไม่กลัว ก็กลัวเหมือนกัน แต่มีความรู้สึกว่าเป็นคนไทย แล้วก็เรียน เรียนมาเป็นตำรวจ น่าที่จะไปปกป้องคุ้มครองในที่ๆ ยากลำบาก เขาทั้งสองนี่เขาเลือกไปที่นี้ แล้วถึงเวลาเขาก็อยู่ครบ 6 เดือน ครบเทอม ถึงเวลากลับเขาก็ไม่กลับ เพราะประชาชนรักแล้วก็ไว้ใจ ก็ขอให้อยู่ต่อ ก็เสียชีวิตที่นั่นอีก ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าเมืองไทยน่าจะรอดพ้นจากอันตรายทั้งหลายได้ เพราะว่ามีคนที่ดี ที่ยอดเยี่ยม ที่ยอมสละ แทนที่จะไปหาที่ที่จะทำงานไปได้สูง ที่อะไร กลับยินดีไปอยู่ในที่ๆ เรียกว่าต้องปกป้องประชาชน ต้องปกป้องพื้นที่ของประเทศไทย ร.ต.อ.ธรนิศ นี่ก็เคยดูแลข้าพเจ้าตอนข้าพเจ้าไปอยู่ที่ภาคใต้ ที่ภาคใต้ค่อนข้างจะน่ากลัวอยู่ ให้ถวายอารักขา เป็นชาว จ.ขอนแก่น แล้วก็เป็นลูกของรองศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ.ดร.เกรียงศักดิ์ แล้วก็ ท.พ.(หญิง)นิธิภาวี ศรีสุข สอบได้เป็นอันดับที่ 1 หลังจากเรียนจบแต่เลือกที่จะเป็นตำรวจตระเวนชายแดน และต่อมาเป็นตำรวจพลร่ม ที่ค่ายนเรศวร แล้วเขาเลือกที่จะไปทำงานที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ทั้งสองคน อีกคนนี้เสียชีวิตอายุแค่ 24 เท่านั้น เขาก็ เขาเขียนใน คล้ายๆ ไดอารี่ของเขาว่า เขาสมัครใจไปปฏิบัติงานที่ชายแดนภาคใต้เพราะเป็นที่ที่ลำบาก เป็นที่ๆ จะต้องปกป้อง ปกป้องครู ปกป้องประชาชน แต่เขาเลือกที่จะทำหน้าที่นั้น ยะลานี้ทั้งระเบิด ทั้งโอ้โฮ แต่ว่านายตำรวจที่กล้าหาญ ฝีมือดียัง คล้ายๆ ยังอาสาที่จะไปอยู่ที่นั่น ร.ต.อ.ธรนิศ เขามีข้อเขียน คติของเขาว่า จงเป็นผู้เสียสละ อย่าคลาดหวังนักเลยว่า เราจะได้อะไรบ้างจากหน่วยงานของเราและประเทศชาติ จงคิดเสมอว่า ทำอะไรได้บ้างให้แก่หน่วยงานและประเทศชาติของเรา อันนี้หายาก คนอย่างนี้หายากเหลือเกิน
แล้วก็ ร.ต.ต.กฤตติกุล ดูเถอะ 76 อ่านเดี๋ยวเดียวลืมไปแล้ว ก็ดำเนินตาม ดำเนินตามนโยบายของรุ่นพี่ ร.ต.ต.กฤตติกุล เขาเขียนในหนังสือความทรงจำของเขาว่า เขาเลือกที่จะไปอยู่ภาคใต้ แล้วเขาเคยได้รับพระราชทานถุงของขวัญ เพราะโดยอัตโนมัติข้าพเจ้าไม่มีโอกาสได้พบของเขาเป็นส่วนตัวหรืออะไรเลย ถึงเวลาก็เชิญนายทหาร นายตำรวจเข้าไปรับประทานที่ในวังที่ภาคใต้ เขาก็เขียนว่า เขาได้เฝ้าฯ แล้วก็ได้รับถุงของขวัญที่ทำให้เขามีกำลังใจ เสียดาย เสียดายมากเลย แต่ก็ดูก็ยังทำอะไรไม่ได้ คือสูญเสียคนที่ดีๆ ไป แล้วคนที่ดีๆ ก็ตั้งใจจะไปที่นั่นเพื่อไปคุ้มครองประชาชน แล้วก็คุ้มครองผืนแผ่นดินไทย แล้วก็มี พ.ต.ท.กิตติกานต์ เป็นหัวหน้าหน่วยที่ไปครั้งนี้ ได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก เกี่ยวกับทางสมอง อยู่ที่โรงพยาบาลสงขลา ซึ่งข้าพเจ้าก็ถามข่าวคราวไปเสมอว่าตอนนี้มีอาการค่อยๆ ทุเลาขึ้น
และข้าพเจ้าก็เพิ่งทราบว่านายตำรวจที่เก่งนี่ก็ได้มาถวายอารักขาโดยที่ข้าพเจ้าเองรอดปลอดภัย ก็ไม่ได้ทราบเลยว่ามีผู้ใดบ้างที่มารับผิดชอบถวายอารักขา เขาเล่าถึงว่า เขาตื่นเต้น ได้ไปนั่งรับประทานอาหารใกล้ๆ พระราชินี เขาบอกงั้น เขาตื่นเต้น
ข้าพเจ้าเสียใจ เพราะไม่ทราบว่า เพราะไม่ได้คุยกับรุ่นเด็กๆ นี่เลย ไม่ได้คุยเลย เชิญเขาไปในวัง ไปรับประทานอาหารกันอย่างใกล้ชิด แล้วเขาเขียนบันทึกไว้ คนที่เขียนนี้ กฤติกุล เขาบอกว่า สิ่งที่ทำให้พวกเขาทำงานแบบลืมตายคืออะไร เขาบอกอุดมการณ์ไงล่ะ เขาบอก จริงอยู่มันกินไม่ได้ แต่มันอิ่ม มันอิ่มใจคนตัวเล็กๆ คนหนึ่ง กับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ เดินทางจากบ้านมาตั้งหลายพันกิโลฯ มาถึงที่นี่ มาดูแลให้ราษฎรปลอดภัย คือเขาเขียนบันทึกเอาไว้ แล้วตอนงานศพ ก็ออกในงานศพ ข้าพเจ้าก็อ่านหนังสือจากงานศพ
เขาบอก ยอมรับว่าแรกๆ ก็ไม่อยากมาหรอก เพราะฟังดูมันน่ากลัว แต่พอมาแล้วไม่อยากกลับ อยากทำงานให้จบ ถึงจะยากอย่างไรก็ตาม ก็รักที่จะทำงานแบบนี้ คงเห็นภาระหน้าที่ที่จะคุ้มครองประชาชน เขาบอกให้พวกเราภูมิใจกับทุกคนที่มาทำงานที่นี่ หลายพันคนมาจากทุกสารทิศ มาช่วยกันปกป้องแผ่นดินผืนนี้ มีอีกหลายคนที่ทำงานแบบผมอยู่ในพื้นที่นี้ อย่าชมผมคนเดียว อย่าให้กำลังใจผมคนเดียว ขอให้กำลังใจกับพวกเขาทุกคน แล้วเขาก็หวังใจ เพราะว่า เขาหวังว่า ว่าเขาจะไม่ตาย แต่ถ้าเกิดมีวันนั้นจริงๆ ที่เขาต้องตาย เขาบอก เขาก็ไม่เสียดายนะ เกิดมาครั้งเดียว ตายเพื่อชาติ ไม่กลัว แล้วเขาตายอายุ 24 เท่านั้นเอง
ข้าพเจ้าอ่านแล้วก็นึกสงสารพ่อแม่เขา นึกถึงความเสียสละของนักรบเหล่านี้ ซึ่งมีทั้งทหาร ทั้งตำรวจ ที่อยู่ในพื้นที่อันตราย ซึ่งคนที่อยู่กรุงเทพฯ อาจจะนึกไม่ออกว่าอันตรายแค่ไหน มันทั้งปืน ทั้งระเบิด ทั้งอะไร ทุกอย่าง ถ้าพวกเราจะสามารถส่งกำลังใจไปให้เขา มีจดหมายหรืออะไรให้ก็ตาม ส่งไปให้ความ ให้กำลังใจแก่นักรบเหล่านี้ ที่เป็นคนดี และเป็นคนที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ อย่าง 2 นายตำรวจที่ข้าพเจ้ารู้จักนี้ รู้จักชื่อเนี่ย คงมีอีกเยอะแยะที่ไม่รู้จัก ที่ทำงานเสี่ยงภัย"
อ่านแล้วอึ้งค่ะ น้ำตาไหล ปลื้มแทนพ่อแม่ครอบครัวของผู้กองแคนและหมวดตี้จริง ๆ ส่วนตัวไม่ได้รู้จักกับผู้กองและหมวดเป็นส่วนตัว แต่รู้สึกศรัทธาและติดตามเรื่องของทั้งสองคนนี้มาตลอด ได้รู้จักกับทีมงานที่จัดทำหนังสือของหมวด ได้รู้จักเพื่อนรุ่นพี่ของหมวด บังเอิญว่าหมวดเป็นคนจังหวัดเดียวกับเรา แม่ของหมวดเป็นคน อ.เดียวกับแม่เราแต่ไม่ได้รู้จักกันเลย รู้จักหมวดจากโลกออนไลน์ ดีใจแทนครอบครัว ซึ้งแทนครอบครัวของทั้งสองวีรบุรุษ ขอบอกว่า "หลับให้สบายสิ่งที่คุณทำนั้นเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินและประเทศชาติมาก ขอบคุณที่ตายเพื่อชาติ และขอบคุณที่รักชาติได้ขนาดนี้มันอาจกระตุ้นคนบางพวกบางเหล่าให้รักชาติได้เสี้ยวของพวกคุณบ้างก็ยังดี ขอบคุณ"
posted on 05 Aug 2008 19:47 by noopau
ku ไหว้ละ
เรื่องนี้เป็นเรื่องของขนุน(อีกแล้ว)
ที่บ้านเด็กธรรมรักษ์จะมีหมาไทยหางดาบอยู่ 1 ตัว
ชื่อว่าชาลี เป็นหมาที่พระอาจารย์ท่านไปอุ้มมาจากชลบุรี
โดยนำมาให้เราเลี้ยง (ตำแหน่งอีกตำแหน่งนึงก็คือคนเลี้ยงหมา)
ชาลีเป็นหมาที่น่ารัก รักเจ้าของ รักบ้าน ตามแบบฉบับหมาไทยแท้
ตอนที่พระอาจารย์ท่านได้ชาลีมาใหม่ ๆ ตอนนั้นชาลีเป็นหมาตัวที่ 23 ของเรา
ก่อนหน้านั้นเราเคยกราบเรียนท่านไปว่า "พระอาจารย์คะไม่ต้องเอาหมามาเพิ่มให้หนูแล้วนะคะ"
วันที่ท่านจะเอาชาลีมาให้เรา ท่านให้เลขาโทรมาบอกว่าจะให้รถบิณฑบาตเอาหมามาให้
เราก็ได้แต่ตกใจว่า "อีกแล้วหรอ" เลยขอคุยกับท่านแทน
ท่านก็ได้แต่บอกว่าขออีกตัวนะ ตัวนี้มันน่ารักมาก ขนเป็นกำมะหยี่
เราก็ได้แต่กราบเรียนถามท่านว่า พันธุ์อะไรคะ ท่านตอบมาว่า "ไม่รู้ พระอาจารย์ไม่เคยเห็น"
เราก็ได้แต่คิดว่าสงสัยเป็นพันธ์แปลก ๆ แน่เลย ปกติท่านไปบิณฑบาตที่ไหนจะได้หมามาบ่อย ๆ
(ไอ้ 22 ตัวที่บ้านก็หมาบิณฑบาตเป็นส่วนใหญ่)
เราก็ได้แต่จินตนาการถึงสายพันธุ์อันทรงเกียรติของชาลีว่า น่าจะเป็นซเนาเซอร์เพราะขนเป็นกำมะหยี่
และแล้วเราก็ได้เห็นชาลี กรี๊ดแตกค่ะ พันธุ์ไทยแท้ หางดาบ ใจก็ได้แต่คิดว่า
พระอาจารย์ไม่รู้จักได้ยังไงเนี่ยพันธุ์นี้ เหอ เหอ เหอ
ชาลีโตมาด้วยความรักของพวกเราและเด็ก ๆ ที่มีให้
ชาลีจะเป็นหมาแปลก ๆ คือ จะกัดคนที่แต่งตัวไม่ดี และคนที่แต่งตัวดีแต่เข้ามาในบ้านและหยิบของ
ไม่เข้าใจว่าชาลีแยกได้ยังไง เวลาแขกมาเยี่ยมเด็กชาลีไม่เคยกัดเลย
ชาลีไม่เคยกัดเด็กเลยแม้แต่ครั้งเดียว
แต่วันนึงเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
วันนั้นเป็นวันที่พระอาจารย์ท่านเข้ามาบ้านเด็กหลังจากที่ท่านไม่ได้เข้ามาหลายวัน
เด็ก ๆ ก็วิ่งไปกราบพระอาจารย์ด้วยความดีใจที่ป๊ะป๋าของเค้าเข้ามา
และชาลีก็กัดเด็กค่ะ กัดแป๊ะ กัดขนุน เลือดออก
เราตกใจมาก พี่เลี้ยงฝ่ายการพยาบาลก็พาเด็กไปทำแผล
เราไม่ได้พาเด็กไปฉีดยา เพราะชาลีกัดถาก ๆ และชาลีเป็นหมาที่ฉีดยาครบทุกอย่าง
เด็ก ๆ ก็ฉีดบาดทะยักครบกันแล้ว
เราไม่รู้จะทำอย่างไร หมาก็รัก เด็กก็รัก ก็ปรึกษากันสรุปได้ความว่า
คงต้องตัดเขี้ยวชาลี เพราะว่าไม่อย่างนั้นจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก
หลาย ๆ คนอาจสงสัยว่าทำไมไม่ขัง เราไม่เคยเลี้ยงชาลีแบบขังเลย
เคยขังแล้วเค้าร้องตลอดเวลา กัดเหล็กกรงหมา เราก็ได้แต่สงสาร เลยต้องลองปล่อยออกมา
อย่างที่เคยบอกว่าชาลีเป็นหมาที่แปลก ถ้าวันไหนพระอาจารย์ไม่มาไม่เคยกัดเด็กเลย
เค้าจะหวงเฉพาะพระอาจารย์ ถ้าเด็กไม่เข้าใกล้พระอาจารย์ชาลีก็ไม่กัด (แปลกมั้ย)
วันนึง พระอาจารย์เข้ามาแล้วขนุนลืมตัว รีบวิ่งไปหาพระอาจารย์เพื่อจะไปกราบ (คาดว่าตอนนั้นขนุนไม่เห็นชาลี)
ขนุนกำลังกราบแล้วหันมาเห็นชาลีวิ่งเข้าใส่
ขนุนตกใจยกมือไว้ชาลีแล้วพูดว่า "ชาลี ku ไหว้ละ อย่ากัด ku เลย ku แค่มากราบป๋าเดี๋ยวจะไปแล้ว"
ได้ผลค่ะ ชาลีไม่กัดขนุน ชาลีคงฟังรู้เรื่อง ไม่ใช่ ๆ ๆ ๆ
พระอาจารย์จับชาลีไว้ แล้วให้ขนุนไปที่อื่นก่อน ขนุนก็ไปนะคะ
วันนั้นขนุนก็เลยไม่โดนกัด
หลังจากตัดเขี้ยวแล้วชาลีกัดใครไม่เคยเข้าค่ะ แต่จะเจ็บขัด ๆ
ชาลีเป็นหมาที่กัดไม่เลือกถ้าคนนั้นเข้าใกล้พระอาจารย์
เหอ เหอ เหอ ขอบอกว่าชาลีกัดไม่เว้นแม่แต่ภริยาผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีค่ะ
เราก็ไม่รู้จะว่ายังไง ถ้าชาลีไม่ได้บารมีพระอาจารย์คุ้มหัว สงสัยจะโดนฆ่าตายไปนานแล้ว
เดี๋ยวนี้ท่านเลยไม่ค่อยเข้ามารับแขกที่บ้านเด็ก เนื่องจากกลัวชาลีทำขายหน้า
ชาลีกับพระอาจารย์ค่ะ (สมัยที่ชาลียังกัดไม่เป็น ชาลีเพิ่งเริ่มกัดตอนต้นปีค่ะ)
posted on 04 Aug 2008 21:24 by noopau
เดชกับเทพ หรือเทพกับเดช จะเรียกชื่อไหนก่อนก็ได้
เพราะเด็กชายสองคนนี้เป็นพี่น้องฝาแฝด เพิ่งมาอยู่บ้านเด็กธรรมรักเมื่อเร็ว ๆ นี้
เด็กสองคนนี้มาอยู่เพราะว่าเดชติดเชื้อ แต่เทพไม่ติด
เทพกับเดชอายุ 13 ปีแล้ว หลาย ๆ คนอ่านมาตรงนี้แล้วอาจจะงง
ว่าทำไมฝาแฝดกันอีกคนนึงทำไมติด อีกคนทำไมไม่ติด
เป็นเพราะว่าเดชอาจจะ(อาจจะนะคะ)สำลักน้ำคร่ำตอนคลอด
แต่เทพไม่สำลักก็อาจเป็นได้
เด็กสองคนน่าสงสารมาก เดชรู้ว่าตัวเองติดเชื้อ เทพรู้ว่าน้องตัวเองติดเชื้อ
เด็กสองคนนี้เป็นแฝดแท้ เค้าอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เป็นไข่จนคลอดออกมาเป็นทารก
ตอนมาใหม่ ๆ สองคนนี้ร้องไห้ทุกวัน
เมื่อวันก่อนป้าของเทพกับเดชมาเยี่ยม เราได้ยินเทพพูดกับป้าว่า
ป้าเอาพวกผมมาทิ้งไว้ที่นี่ทำไม ผมไม่อยากอยู่ที่นี่
ป้าก็ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่ร้องไห้ ป้าของเด็กทั้งสองคนรักหลานมาก
แต่ด้วยความที่ว่าไม่มีคนดูแลเดช และเด็กสองคนยังมียายที่อายุ 80 ปี
อีก 1 คนที่เป็นภาระของป้า
ป้าของเด็ก ๆ ได้ขับรถกลับไปแล้ว แต่ด้วยอะไรไม่ทราบ
ป้าได้ย้อนกลับมาอีก เหมือนลังเลว่าจะทิ้งหลานไว้ที่นี่ต่อไปดีหรือเปล่า
พี่เลี้ยงเด็กก็ได้แต่บอกให้กลับไป เดี๋ยวจะคุยกับน้องเอง
เด็กสองคนก็ยังปรับตัวไม่ได้
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เทพกับเดชไม่ยอมไปโรงเรียน
ไปนั่งร้องไห้กันสองคนที่ศาลาริมน้ำ ไม่ยอมกินข้าว
ไม่ยอมพูดกับใคร เราก็ไม่รู้จะทำอย่างไร นั่งคิดอยู่นาน
ก็เลยเรียกเทพมาคุย สอนให้รักน้อง พูดถึงหลักการณ์และเหตุผล
ในการที่ป้านำเค้ามาอยู่ที่นี่
ถามถึงเรื่องที่เค้าเจอมา ว่าน้องโดนรังเกียจมั้ย
ถ้าหนูออกไปอยู่ข้างนอก หนูไม่โดนรังเกียจ แต่น้องโดนรังเกียจ
หนูทนได้หรอ?? ไม่สงสารน้องหรอ??
แล้วถ้าหนูไปอยู่ข้างนอกคนเดียว หนูทิ้งน้องได้หรอ??
น้องจะคิดอย่างไร ถ้าน้องเสียใจ แล้วทรุดหนูจะทำยังไง
หนูอยู่กันมาตั้งแต่เป็นไข่ หนูทิ้งกันได้หรอ ทำไมหนูไม่ทำตัวดี ๆ
ยอมรับในเรื่องที่เกิดขึ้น ตั้งใจเรียน ช่วยดูแลน้องให้กำลังใจน้องล่ะ
ระหว่างที่พูดไปเราก็คิดไปว่าเด็กอายุ 13 เค้าจะเข้าใจเรามั้ย ฯลฯ
เทพร้องไห้เยอะมาก ร้องไปบีบมือเราไป จนเรารู้สึกเศร้าไปด้วย
ก็เลยเลิกพูด กลัวร้องไห้ตามน้อง
ระหว่างที่เรากังวลว่าคำพูดเราจะได้ผลหรือไม่นั้น
ก็มีสิ่งที่ทำให้เราดีใจเกิดขึ้น
เด็กสองคนเดินมาช่วยพี่เลี้ยงยกข้าวไปให้เพื่อน
แล้วเค้าก็กินข้าวด้วย เราไม่รู้ว่าเทพไปพูดอะไรกับเดช
แต่สิ่งที่เห็นก็คือ เด็กสองคนไม่ร้องไห้อีกแล้ว ไม่ร้องกลับบ้านอีกแล้ว
วันรุ่งขึ้น เทพกับเดชไปโรงเรียน แต่บางทีเทพก็ยังเหม่อลอยบ้าง
เราและพวกพี่เลี้ยงเด็กสังเกตกันว่า เทพมีความเป็นพี่มากขึ้น ปกป้องดูแลน้องมากขึ้น
อาจเป็นเพราะเทพอาจจะคิดได้ในคำพูดเรา ว่าเค้าต้องดูแลน้อง
เค้าเป็นพี่ เค้าต้องเข้มแข็ง
แต่เด็กสองคนนี้ก็ยังคงต้องแยกกันนอนต่อไป เนื่องจากตามระเบียบของที่นี่
เด็กที่ติดเชื้อกับเด็กที่ไม่ติดเชื้อ เด็กผู้หญิงกับเด็กผู้ชายต้องนอนแยกห้องกัน
ใจจริงแล้วเราอยากให้สองคนนี้นอนด้วยกัน แต่มันก็จะมีปัญหาตามมาอีก
เราไม่อยากฉีกกฎที่ตัวเองสร้างขึ้นมา
ปกติแล้วเด็กที่นี่ กินอยู่รวมกันตลอด จะแยกกันเฉพาะตอนนอน เพื่อความง่ายต่อการดูแล
เอาไว้หาทางแก้ปัญหาเรื่องเดชกับเทพได้ก่อนเราจะมานั่งทบทวนว่า
การให้เด็กแยกห้องนอนแบบนี้ดีหรือไม่ จะแก้ไขได้อย่างไร
เพราะที่นี่มีเด็กที่เป็นพี่น้องกันหลายคู่ ที่บางคู่พี่ติดน้องไม่ติด
บางคู่น้องติดพี่ไม่ติด แต่เราก็มีความจำเป็นที่ต้องให้นอนแยกกันอยู่ดี
ถ้าใครมีข้อเสนอแนะดี ๆ ก็ช่วย ๆ กันบอกมาหน่อยนะ บางเรื่องคิดคนเดียว
หรือคิดกันกับพี่เลี้ยงที่นี่ ก็คิดไม่ออก
posted on 09 Jul 2008 23:45 by noopau
บัตรประชาชนใหม่ ไม่ใช่ของเราหรอก
เป็นของขนุนอ่ะ
ขนุนเป็นเด็กที่มาจากนครศรีธรรมราช มาอยู่ที่นี่เพราะพ่อ-แม่เสียชีวิตหมดแล้ว
ญาตินำมาส่งขนุนมาอยู่ตอนอายุ 14 กว่า ๆ ยังไม่เต็ม 15 ดี
ขนุนเป็นเด็กที่เก่งความจำดี แต่คิดเลขไม่เป็นเลย
เหอ เหอ เหอ ไปอ่านเรื่องขนุนเพิ่มเติมได้ที่นี่นะคะ http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=noopau&date=06-12-2007&group=5&gblog=6
เมื่อวันก่อนขนุนอายุครบ 15 พี่เลี้ยงก็ได้พาไปทำบัตรประชาชน
พอขนุนกลับมาเค้าก็มีความสุขกับการอวดบัตรประชาชนให้คนอื่นดูอย่างมีความสุข
เจอใครก็อวดว่าผมหล่อมั้ย ๆ ๆ
ใครเห็นหน้าก็จะตอบว่าหล่อมาก เพราะจะเห็นแววตาลุ้นจากขนุนว่าจะตอบว่าหล่อหรือไม่หล่อ
เหอ เหอ เหอ แอบเอารูปขนุนมาให้ดูดีกว่า
หล่อมั้ยคะ ไม่ว่าคุณจะเห็นอะไรก็ตามในรูปนี้ คุณต้องตอบว่า "หล่อ" ค่ะเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้ขนุน
เหอ เหอ เหอ