พระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา
posted on 11 Aug 2008 19:55 by noopau
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชเสาวนีย์ที่ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะบุคคลต่างๆ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2551 มีใจความตอนหนึ่งว่า
"แล้วต่อไปนี้ ข้าพเจ้าก็อยากจะเอ่ยถึงคนไทยที่มีความ คนไทยหนุ่ม ที่มีความรักชาติ คือข้าพเจ้าแค่ทราบมานี่แค่ 2 คน แต่คงจะมีเยอะแยะมากเชียว อย่างนายตำรวจผู้กล้าหาญซึ่งสละชีวิตไปแล้วเพื่อรักษาดินแดนภาคใต้ คือ ร.ต.อ.ธรนิศ ศรีสุข ที่เรียกว่า "ผู้กองแคน" สอบได้ที่ 1 แล้วก็ทางตำรวจก็ให้เลือกได้ คนที่สอบได้ที่ 1 ว่าจะเลือกไปอยู่ที่ไหน ไปทำงานที่ไหน ก็คนไทยที่ยอดเยี่ยมเนี่ย ร.ต.อ.ธรนิศ เนี่ย ก็เลือกที่จะไปอยู่ที่ภาคใต้ 3 จังหวัดภาคใต้ แล้วข้าพเจ้าก็ไม่รู้เลย ไม่มี ไม่ทราบเลย ด้วยความเสียใจจนบัดนี้ว่า ตอนที่ข้าพเจ้าไปอยู่ที่นราธิวาส แล้วก็ไปเยี่ยมแถวปัตตานี ก็ ร.ต.อ.ธรนิศ เนี่ยก็เป็นคนหนึ่งที่ดูแล ถวายอารักขาอย่างใกล้ชิด เพราะที่นั่นมันอันตราย แล้วเขาก็ถูก มีการปะทะกันที่ จ.ยะลา ใกล้ๆ เบตง อะไรเนี่ย แล้วก็เสียชีวิตไป คือ มือหนึ่งของตำรวจที่สอบได้ที่หนึ่ง แต่เป็นคนที่มีความรักชาติอย่างมาก แล้วมี เป็นคนมีอุดมคติสูง ก็เลือกจะไปที่ๆ เป็นที่ยาก เป็นที่ลำบาก แล้วก็ไปเสียชีวิต
แล้วคนที่ 2 ที่ข้าพเจ้าทราบจากหนังสืองานศพเขา ก็เลยเขียนจดหมายไปถึงคุณพ่อคุณแม่เขา ไม่ทราบจะทำยังไง เพราะว่าไม่ทราบก่อนนาน ที่จะไปงานศพเขา คือ ร.ต.ต.กฤตติกุล บุญลือ นี่ก็อีกคน เลือกที่จะไปรักษาความปลอดภัยของประเทศชาติในที่ๆ อันตราย ในที่ซึ่งบ้านเมืองกำลังต้องการความคุ้มครองป้องกัน เขาบอก เขาเนี่ยก็ไม่ใช่ว่าไม่กลัว ก็กลัวเหมือนกัน แต่มีความรู้สึกว่าเป็นคนไทย แล้วก็เรียน เรียนมาเป็นตำรวจ น่าที่จะไปปกป้องคุ้มครองในที่ๆ ยากลำบาก เขาทั้งสองนี่เขาเลือกไปที่นี้ แล้วถึงเวลาเขาก็อยู่ครบ 6 เดือน ครบเทอม ถึงเวลากลับเขาก็ไม่กลับ เพราะประชาชนรักแล้วก็ไว้ใจ ก็ขอให้อยู่ต่อ ก็เสียชีวิตที่นั่นอีก ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าเมืองไทยน่าจะรอดพ้นจากอันตรายทั้งหลายได้ เพราะว่ามีคนที่ดี ที่ยอดเยี่ยม ที่ยอมสละ แทนที่จะไปหาที่ที่จะทำงานไปได้สูง ที่อะไร กลับยินดีไปอยู่ในที่ๆ เรียกว่าต้องปกป้องประชาชน ต้องปกป้องพื้นที่ของประเทศไทย ร.ต.อ.ธรนิศ นี่ก็เคยดูแลข้าพเจ้าตอนข้าพเจ้าไปอยู่ที่ภาคใต้ ที่ภาคใต้ค่อนข้างจะน่ากลัวอยู่ ให้ถวายอารักขา เป็นชาว จ.ขอนแก่น แล้วก็เป็นลูกของรองศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ.ดร.เกรียงศักดิ์ แล้วก็ ท.พ.(หญิง)นิธิภาวี ศรีสุข สอบได้เป็นอันดับที่ 1 หลังจากเรียนจบแต่เลือกที่จะเป็นตำรวจตระเวนชายแดน และต่อมาเป็นตำรวจพลร่ม ที่ค่ายนเรศวร แล้วเขาเลือกที่จะไปทำงานที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ทั้งสองคน อีกคนนี้เสียชีวิตอายุแค่ 24 เท่านั้น เขาก็ เขาเขียนใน คล้ายๆ ไดอารี่ของเขาว่า เขาสมัครใจไปปฏิบัติงานที่ชายแดนภาคใต้เพราะเป็นที่ที่ลำบาก เป็นที่ๆ จะต้องปกป้อง ปกป้องครู ปกป้องประชาชน แต่เขาเลือกที่จะทำหน้าที่นั้น ยะลานี้ทั้งระเบิด ทั้งโอ้โฮ แต่ว่านายตำรวจที่กล้าหาญ ฝีมือดียัง คล้ายๆ ยังอาสาที่จะไปอยู่ที่นั่น ร.ต.อ.ธรนิศ เขามีข้อเขียน คติของเขาว่า จงเป็นผู้เสียสละ อย่าคลาดหวังนักเลยว่า เราจะได้อะไรบ้างจากหน่วยงานของเราและประเทศชาติ จงคิดเสมอว่า ทำอะไรได้บ้างให้แก่หน่วยงานและประเทศชาติของเรา อันนี้หายาก คนอย่างนี้หายากเหลือเกิน
แล้วก็ ร.ต.ต.กฤตติกุล ดูเถอะ 76 อ่านเดี๋ยวเดียวลืมไปแล้ว ก็ดำเนินตาม ดำเนินตามนโยบายของรุ่นพี่ ร.ต.ต.กฤตติกุล เขาเขียนในหนังสือความทรงจำของเขาว่า เขาเลือกที่จะไปอยู่ภาคใต้ แล้วเขาเคยได้รับพระราชทานถุงของขวัญ เพราะโดยอัตโนมัติข้าพเจ้าไม่มีโอกาสได้พบของเขาเป็นส่วนตัวหรืออะไรเลย ถึงเวลาก็เชิญนายทหาร นายตำรวจเข้าไปรับประทานที่ในวังที่ภาคใต้ เขาก็เขียนว่า เขาได้เฝ้าฯ แล้วก็ได้รับถุงของขวัญที่ทำให้เขามีกำลังใจ เสียดาย เสียดายมากเลย แต่ก็ดูก็ยังทำอะไรไม่ได้ คือสูญเสียคนที่ดีๆ ไป แล้วคนที่ดีๆ ก็ตั้งใจจะไปที่นั่นเพื่อไปคุ้มครองประชาชน แล้วก็คุ้มครองผืนแผ่นดินไทย แล้วก็มี พ.ต.ท.กิตติกานต์ เป็นหัวหน้าหน่วยที่ไปครั้งนี้ ได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก เกี่ยวกับทางสมอง อยู่ที่โรงพยาบาลสงขลา ซึ่งข้าพเจ้าก็ถามข่าวคราวไปเสมอว่าตอนนี้มีอาการค่อยๆ ทุเลาขึ้น
และข้าพเจ้าก็เพิ่งทราบว่านายตำรวจที่เก่งนี่ก็ได้มาถวายอารักขาโดยที่ข้าพเจ้าเองรอดปลอดภัย ก็ไม่ได้ทราบเลยว่ามีผู้ใดบ้างที่มารับผิดชอบถวายอารักขา เขาเล่าถึงว่า เขาตื่นเต้น ได้ไปนั่งรับประทานอาหารใกล้ๆ พระราชินี เขาบอกงั้น เขาตื่นเต้น
ข้าพเจ้าเสียใจ เพราะไม่ทราบว่า เพราะไม่ได้คุยกับรุ่นเด็กๆ นี่เลย ไม่ได้คุยเลย เชิญเขาไปในวัง ไปรับประทานอาหารกันอย่างใกล้ชิด แล้วเขาเขียนบันทึกไว้ คนที่เขียนนี้ กฤติกุล เขาบอกว่า สิ่งที่ทำให้พวกเขาทำงานแบบลืมตายคืออะไร เขาบอกอุดมการณ์ไงล่ะ เขาบอก จริงอยู่มันกินไม่ได้ แต่มันอิ่ม มันอิ่มใจคนตัวเล็กๆ คนหนึ่ง กับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ เดินทางจากบ้านมาตั้งหลายพันกิโลฯ มาถึงที่นี่ มาดูแลให้ราษฎรปลอดภัย คือเขาเขียนบันทึกเอาไว้ แล้วตอนงานศพ ก็ออกในงานศพ ข้าพเจ้าก็อ่านหนังสือจากงานศพ
เขาบอก ยอมรับว่าแรกๆ ก็ไม่อยากมาหรอก เพราะฟังดูมันน่ากลัว แต่พอมาแล้วไม่อยากกลับ อยากทำงานให้จบ ถึงจะยากอย่างไรก็ตาม ก็รักที่จะทำงานแบบนี้ คงเห็นภาระหน้าที่ที่จะคุ้มครองประชาชน เขาบอกให้พวกเราภูมิใจกับทุกคนที่มาทำงานที่นี่ หลายพันคนมาจากทุกสารทิศ มาช่วยกันปกป้องแผ่นดินผืนนี้ มีอีกหลายคนที่ทำงานแบบผมอยู่ในพื้นที่นี้ อย่าชมผมคนเดียว อย่าให้กำลังใจผมคนเดียว ขอให้กำลังใจกับพวกเขาทุกคน แล้วเขาก็หวังใจ เพราะว่า เขาหวังว่า ว่าเขาจะไม่ตาย แต่ถ้าเกิดมีวันนั้นจริงๆ ที่เขาต้องตาย เขาบอก เขาก็ไม่เสียดายนะ เกิดมาครั้งเดียว ตายเพื่อชาติ ไม่กลัว แล้วเขาตายอายุ 24 เท่านั้นเอง
ข้าพเจ้าอ่านแล้วก็นึกสงสารพ่อแม่เขา นึกถึงความเสียสละของนักรบเหล่านี้ ซึ่งมีทั้งทหาร ทั้งตำรวจ ที่อยู่ในพื้นที่อันตราย ซึ่งคนที่อยู่กรุงเทพฯ อาจจะนึกไม่ออกว่าอันตรายแค่ไหน มันทั้งปืน ทั้งระเบิด ทั้งอะไร ทุกอย่าง ถ้าพวกเราจะสามารถส่งกำลังใจไปให้เขา มีจดหมายหรืออะไรให้ก็ตาม ส่งไปให้ความ ให้กำลังใจแก่นักรบเหล่านี้ ที่เป็นคนดี และเป็นคนที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ อย่าง 2 นายตำรวจที่ข้าพเจ้ารู้จักนี้ รู้จักชื่อเนี่ย คงมีอีกเยอะแยะที่ไม่รู้จัก ที่ทำงานเสี่ยงภัย"
อ่านแล้วอึ้งค่ะ น้ำตาไหล ปลื้มแทนพ่อแม่ครอบครัวของผู้กองแคนและหมวดตี้จริง ๆ ส่วนตัวไม่ได้รู้จักกับผู้กองและหมวดเป็นส่วนตัว แต่รู้สึกศรัทธาและติดตามเรื่องของทั้งสองคนนี้มาตลอด ได้รู้จักกับทีมงานที่จัดทำหนังสือของหมวด ได้รู้จักเพื่อนรุ่นพี่ของหมวด บังเอิญว่าหมวดเป็นคนจังหวัดเดียวกับเรา แม่ของหมวดเป็นคน อ.เดียวกับแม่เราแต่ไม่ได้รู้จักกันเลย รู้จักหมวดจากโลกออนไลน์ ดีใจแทนครอบครัว ซึ้งแทนครอบครัวของทั้งสองวีรบุรุษ ขอบอกว่า "หลับให้สบายสิ่งที่คุณทำนั้นเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินและประเทศชาติมาก ขอบคุณที่ตายเพื่อชาติ และขอบคุณที่รักชาติได้ขนาดนี้มันอาจกระตุ้นคนบางพวกบางเหล่าให้รักชาติได้เสี้ยวของพวกคุณบ้างก็ยังดี ขอบคุณ"